ชีวิตติดหมอกเขาค้อ - ภูทับเบิก

ชีวิตติดหมอกเขาค้อ - ภูทับเบิก
เพชรบูรณ์เมืองต้องห้ามพลาดกาลครั้งหนึ่งต้องไป

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของใครคนนึงนำพาให้ผมได้รู้จักกับสถานที่แห่งหนึ่ง "ภูทับเบิก"
จากเฟซบุค "ชมรมคนรักเขาค้อ - ภูทับเบิก" รูปภาพใบนึงที่เป็นแรงบันดาลใจและทำให้การเดินทางครั้งแรกของผมเริ่มต้นขึ้น 9 สิงหาคม 2558

ก่อนที่ทุกคนจะได้อ่านรีวิวฉบับนี้ผมขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่นักเขียนอาชีพ ผมไม่ใช่ช่างภาพ ผมเพียงแค่อยากแบ่งปันประสบการณ์จากการเดินทางจริง ราวๆ 25 ทริป ระยะทางไป-กลับ กรุงเทพ-เพชรบูรณ์ ร่วม 1,000 กม./ครั้ง ในระยะเวลาปีกว่าๆ เพื่อมุมใดมุมหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับคนที่กำลังหาข้อมูลท่องเที่ยว ไม่มีรีวิวร้านอาหารอร่อยๆ ไม่มีรีสอร์ทแนะนำ เพราะปกติแล้วผมเป็นคนอยู่ง่ายเที่ยวง่าย

เพียงครั้งแรกของการเดินทางผมไม่รู้จะนิยามความงดงามที่อยู่ตรงหน้าว่าอะไร ปุยขาวๆ ลอยเป็นแพ อยู่ในอากาศ กำลังถูกแสงตะวันสาดส่อง นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าทะเลหมอก ภาพจริงที่อยู่ตรงหน้าสวยงามติดตาจนผมเพ้อและเผลอยืนยิ้มให้ใครบางคนอยู่ตรงนั้น

หลังกลับจากภูทับเบิก ผมนั่งดูรูปวนไปวนมาและนึกเสียดายว่าทำไมผมถึงถ่ายรูปไม่ได้สวยเท่ากับสิ่งที่ตาผมเห็นทั้งๆที่ผมมีโอกาสเจอทะเลหมอกที่งดงามที่สุดอีกวันของฤดูฝนปี 2558

จากฟีดหน้าชมรมเฟซบุค คนรักเขาค้อ - ภูทับเบิก ผมได้รู้จักเพื่อนสมาชิกมากมาย และที่สุดคือผมได้พูดคุยกับแอดมินชานม ทราบที่หลังว่าเป็นบล๊อคเกอร์ท่องเที่ยวชื่อดังแห่ง pantip เจ้าของรีวิวภาพหลุดจากสวรรค์ฯ...และรีวิวมากมายเกี่ยวกับสายหมอก ถ้าใครอยากเห็นภาพมุมมองสวยๆ ลองติดตามได้ที่เพจ Chanomworld นะครับ

และจากการพูดคุย - การทำกิจกรรมของชมรม ผมได้รับแบ่งปันความรู้มากมายเกี่ยวกับปัจจัยการเกิดทะเลหมอกและเริ่มออกเดินทางตามหาสิ่งที่ตัวเองหลงไหลไปพร้อมกับมิตรภาพบนเส้นทางสายหมอกของคนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน

มีคนถามผมว่าทำไมถึงไปแต่เขาค้อ - ภูทับเบิก ไปทำไมบ่อยๆ?

บนเส้นทางแห่งนี้ มีที่ให้ลุ้นทะเลหมอกหลายจุด เริ่มตั้งแต่บนยอดภูทับเบิก, ภูแผงม้า, ลงมาตลอดถนนเส้น 12, แคมป์สน, วัดผาซ่อนแก้ว, ร้าน pino latte, ทุ่งกังหันลมบ้านเพชรดำ, จุดชมวิวหลัก, ปณ. เขาค้อ, ฐานยิงสนับสนุนอิทธิ, อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ, วัดกองเนียมและเขาตะเคียนโง๊ะ แต่ละจุดล้วนมีเสน่ห์ในแบบของ(ภู)เขาจนทำให้ผมตกหลุมรักที่นี่ 

เมื่อมีจุดชมทะเลหมอกหลายจุดเราจะเลือกอย่างไรและเดินทางอย่างไรใน 1 เช้า

สิ่งที่อยากจะบอกต่อไปนี้คือ ทะเลหมอกไม่ได้มีทุกจุด ไม่ได้มีทุกวัน ไม่ได้มีทุกฤดู เราต้องทำความเข้าใจเส้นทาง ระยะเวลาการเดินทางในแต่ละจุด และถ้าเวลาน้อยเราจะข้ามจุดไหนไปได้บ้าง ทั้งหมดล้วนต้องใช้ความชอบและการตัดสินใจของตัวเอง เพราะบางคนอาจต้องการมีความสุขอยู่ในมุมหมอกเงียบๆ เพียงลำพัง

ผมแบ่งจุดชมวิวหลักๆ ออกเป็น 2 โซน

โซน ภูทับเบิก ภูแผงม้า แคมป์สนวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ทุ่งกังหันลม โซนนี้ลุ้นหมอกในฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว ตราบใดที่ยังมีฝนตกก็ยังคงลุ้นได้

โซนเขาค้อ แถวๆ อ่างเก็บน้ำรัตนัย ปณ.เขาค้อ วัดกองเนียม เขาตะเคียนโง๊ะ เรียกรวมๆ ว่าเขาค้อ โซนนี้ลุ้นได้ทั้งฤดูฝนและฤดูหนาว ลุ้นได้ยาวตลอด 8 เดือน 

ฝนตกก็ไป ตอนหนาวก็ไป ไม่เห็นเจอทะเลหมอก!

เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจหลักการมากมายเกี่ยวกับการเกิดหมอก ปัจจัยการเกิดทะเลหมอกไม่ได้อยู่ที่ฝนและอากาศที่หนาวเย็นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะฉะนั้นอย่ามั่นใจ 100% ว่าจะมีหมอกแน่ๆ ไม่มีอะไรในโลกของหมอกที่มัน 100% ความงดงามในอากาศเกิดขึ้นได้ฉันใดก็พร้อมสลายลงไปฉันนั้น มันเป็นเพียงแค่ความน่าจะเป็นเท่านั้น เพียงแค่เราค่อยๆ ลดทอนปัจจัยลบออกไป เราก็จะเห็นโอกาสมากขึ้น

One day trip พิชิตภูทับเบิก

เมื่อชีวิตติดหมอก ด้วยระยะทางไปกลับราวๆ 1,000 กม. และวันลาที่ไม่สามารถใช้ได้บ่อยๆ ก่อนที่จะออกเดินทางจึงต้องทำการบ้านเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกับการเกิดทะเลหมอก แม้ตัวแปรต่างๆ มันอาจจะไม่แม่น 100%  แต่โอกาสชนะมีมากกว่าเสมอ การเปรียบเทียบค่าตัวเลข การสังเกต การตั้งสมมติฐาน คือเสน่ห์ของการตามหาทะเลหมอกในแบบที่ผมต้องการ

สำหรับภูทับเบิกตัวแปรสำคัญคือปริมาณฝนที่มากพอ ผมจึงมักเลือกเดินทางในวันที่มีฝนตกหนัก และมีโอกาสที่จะหยุดตกก่อนตี 2  เช็คสภาพอากาศว่าในเช้าวันรุ่งขึ้นลมสงบ ปัจจัยเสริมอื่นๆ ลองหาข้อมูลช่วยในการตัดสินใจ จาก internet นะครับ เพื่อที่คุณจะได้มีแนวทางการเดินทางในแบบฉบับของตัวเอง 

เที่ยวทะลุเมฆ

เมื่อได้อ่านเจอประโยคนี้จากรีวิวของคุณชานม ก็เพียงจินตนาการภาพสวยๆ กับการขับรถผ่านก้อนเมฆที่ปลิวผ่านรถ ท้องฟ้าสีฟ้า ต้นไม้สีเขียว หลับตาและสูดเอาความสดชื่นให้เต็มปอด แต่เมื่อต้องขับรถขึ้นภูทับเบิกในเวลาตี 3 - 4 มันเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามมาก 111 โค้งคดเคี้ยว ยิ่งขับก็ยิ่งชันกับความมืด หมอกลงหนัก ทัศนวิสัยย่ำแย่ ผมทำได้แค่เปิดไฟตัดหมอกและประคองรถให้อยู่ในแนวของเส้นถนน แต่มันก็เป็นความตื่นเต้นและเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความหวังกับเช้าที่กำลังจะมาถึง อีกด้านหนึ่งของเที่ยวทะลุเมฆซึ่งเป็นเสน่ห์ของการตามหาทะเลหมอก

ผมมายืนโง่ๆ ตรงนี้ทำไม?

กว่าจะขับรถทะลุเมฆหมอกขึ้นมาได้ แบกความคาดหวังตลอดเส้นทาง ร่วมๆ 1,000 กม. กับการขับรถอดหลับอดนอนข้ามคืน แม้ว่าหลายๆ ครั้งผมจะคว้าหมอกมาได้ แต่ก็ไม่ทุกครั้งที่ผลลัพธ์ออกมาตามที่หวัง ความรู้สึกผิดหวัง กับสิ่งที่เราคาดหวัง กับความรู้สึกนอยด์ๆ เหนื่อยๆ เมื่อต้องขับรถกลับ พร้อมคำถามว่าผมมายืนโง่ๆ ตรงนี้ทำไม?

ฝนตกทีไรหัวใจก็มีความหวัง

ภาพใครบางคนที่ยืนเงยหน้าหลับตาพริ้ม อ้าแขนทั้งสองข้างออก เบื้องหน้าคือทะเลหมอกไกลสุดสายตา ยังคงติดอยู่ในหัวใจ ... ไม่ว่าจะเหนื่อย นอยด์กับทริปก่อนหน้าแค่ไหน หัวใจผมก็มีความหวังเมื่อรู้ว่าฝนกำลังตก เพราะบางทีมันอาจเป็นเพียงโอกาสเดียวสำหรับฤดูฝนนี้ ที่ผมจะได้คว้าทะเลหมอกในแบบที่ผมตามหา ภาพหลุดจากสวรรค์ที่ใครสักคนบนฟ้าส่งมันมาให้ผม

เขาค้อหน้าฝน

ในมุมมองส่วนตัว เขาค้อลุ้นหมอกง่ายกว่าภูทับเบิกมากๆ ด้วยปัจจัยทางภูมิประเทศหลายๆ อย่าง และเขาค้อมีจุดให้เราได้ชมความงามที่แตกต่างกัน เมื่อส่วนผสมลงตัว บางวันคุณอาจได้เจอทะเลหมอกทั้งตอนเช้าและตอนเย็น

เขาตะเคียนโง๊ะ วัดกองเนียม ทุ่งแสลงหลวง จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามแต่เสน่ห์ต่างกัน

ฐานยิงสนับสนุนอิทธิ อนุสรณ์ผู้เสียสละ จุดชมวิวหลักเขาค้อ ปณ.เขาค้อ มีเสน่ห์ชวนหลงไหล 

ปลายฝนต้นหนาว

ถามว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับผม สำหรับ 1 ทริปที่เราจะสามารถไปลุ้นทะเลหมอกเขาค้อและภูทับเบิกได้พร้อมๆ กัน ผมก็ยกช่วงเวลานั้นไว้ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ด้วยความชื้นของฝนที่สะสมมาตลอดฤดูกาลและความเร็วลมที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนทิศ ต้นไม้ทุ่งหญ้าเขียวสดใส หนึ่งเช้าสำหรับเขาค้อและหนึ่งเช้าสำหรับภูทับเบิก น่าจะทำให้เรามีโอกาสเติมความสดชื่นและพลังให้กับชีวิต

หนาวเมื่อไรก็แวะมา....เขาค้อ

ฤดูหนาวเขาค้อสวยมาก ท้องฟ้า ภูเขา ดอกไม้และสายหมอก ทุกอย่างดูลงตัวสุดๆ อุณหภูมิที่เย็นกำลังสบาย ตื่นเช้าไปดูหมอก กลางวันออกไปกอดเขา ตกค่ำนั่งมองดาว คิดแค่นี้ ก็ดีต่อใจ สุดๆ

One day trip พิชิตเขาค้อ 20/11/59

ปกติแล้วผมมักจะเริ่มต้นออกเดินทางราวๆ 3 - 4 ทุ่ม เพื่อไปให้ถึงตัวเมืองเพชรบูรณ์ในเวลา ตี 2 จอดพักรถ เติมน้ำมันและงีบเพื่อเอาแรง แถวๆ ปั้มที่ตัวเมืองเพชรบูรณ์ แต่ทริปนี้ผมออกเดินทางเร็วกว่าทุกครั้งเพราะว่าไม่อยากฝืนสังขารมากนัก จึงมาถึงตัวเมืองเพชรบูรณ์ค่อนข้างไว หลังจากพักรถแล้วผมตัดสินใจที่จะขับรถต่อไปให้ถึงเขาค้อ เพื่อซึมซับบรรยากาศในเวลาค่ำคืน

13 กม. จากตัวเมืองเพชรบูรณ์ ผมเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 2258 สามแยกนางั่ว เส้นทางมุ่งหน้าพระตำหนัก ตลอดทางคืนนี้มีเพียงสายลมอ่อนๆ พัดยอดไม้ไหวๆ และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ถนนขับง่าย มีทางชันแค่ช่วงสั้นๆ ก่อนถึงแยกรื่นฤดี ผมเริ่มสังเกตเห็นม่านน้ำปกคลุมแสงไฟ เต็มไปหมดทั่วบริเวณ ผมแอบยิ้มในใจและมโนถึงภาพใบนึงที่ยังคงงดงามติดตา และบอกกับตัวเองว่า สักวันผมจะไปคว้ามันมาให้ได้ 

ราวๆ ตี 1 ผมมาถึงสี่แยกรื่นฤดี ตรงไป 8 กม. คือเขาตะเคียนโง๊ะ ผมเลี้ยวขวาไปทางวัดกองเนียม จากเดิมคิดว่าจะขออาศัยพื้นที่วัดพักสายตา แต่เพราะยังไม่ง่วง ผมจึงขับต่อไปยังจุดชมวิวหลักหน้า TOT และผมก็พบว่า ณ เวลานี้ หมอกได้ก่อตัวแน่นเหนืออ่างเก็บน้ำรัตนัย ผมยิ้มอย่างผู้มีชัยชนะ

ตี 5 ผมแวะกลับมาที่วัดกองเนียมอีกครั้ง และคาดหวังว่าจะได้พบ ดินแดนในเทพนิยายแห่งสายหมอก แต่แล้วความฝันของผมก็สลายไป เพราะ ณ เวลานี้เหลือเพียงสายหมอกจางๆ เท่านั้น

ผมตัดสินใจขับรถเลยไปทางเขาตะเคียนโง๊ะ แต่ด้วยเช้านี้เป็นวันอาทิตย์ บนยอดเขาคงจะเต็มไปด้วยผู้คน ผมจึงขับรถมุดผ่านม่านหมอกมุ่งหน้าไปยังทุ่งแสลงหลวง เขตหนองแม่นา

4 กม. จาก อช. ทุ่งแสลงหลวง ถนนทางดินที่ต้องใช้ความระมัดระวัง และไม่เหมาะกับรถเก๋งเล็ก มุ่งหน้าสู่จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น ศาลาดุสิตา และผมก็คว้ารางวัลปลอบใจที่งดงามไม่แพ้ที่ไหน นี่ก็คงเป็นเหตุผลที่ยืนยันว่า ผมยังคงหลงรักเขาค้อ เพราะเมื่อพลาดจากจุดหนึ่งผมก็จะมีอีกจุดทดแทนเสมอ

ราวๆ 7 โมงเช้าผมขับรถออกมาทางเดิม และตั้งใจว่าจะแวะขึ้นไปบนเขาตะเคียนโง๊ะ แต่วันนี้คนเยอะมากๆ ไม่สามารถขับรถขึ้นไปบนจุดชมวิวได้ ผมจึงขับรถขึ้นไปบนอนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อแทน ผมชอบขึ้นมายืนบนนี้เพราะที่นี่เป็นจุดที่ใกล้ฟ้าที่สุด สามารถมองเห็นเขาค้อจากมุมสูงและไกลจนไปถึงยอดภูทับเบิก

เมื่อความตั้งใจของผมที่อยากได้ภาพทะเลหมอกที่วัดกองเนียมไม่สมหวัง ผมจึงตัดสินใจที่จะนอนค้างที่เขาค้ออีก 1 คืน เพื่อลุ้นทะเลหมอกที่วัดกองเนียมหรือเขาตะเคียนโง๊ะในอีกหนึ่งเช้า

บ้านพักทหารม้า ใกล้วัดกองเนียม ด้วยราคา 500 บาท มีเพียงห้องนอนและห้องน้ำ ไร้เครื่องอำนวยความสะดวกใดๆทั้งสิ้น เงียบและสงบ ก็คงเพียงพอที่จะทำให้ผมได้พักสายตาจากการอดนอนมาตลอดทั้งคืน

เที่ยงคืนนิดๆ ผมตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำหลังจากเผลอหลับไปตั้งแต่หัวค่ำ ผมเดินออกมาดูบรรยากาศโดยรอบที่พัก ดาวยังคงเต็มท้องฟ้า อากาศอุ่นขึ้นกว่าเมื่อคืนก่อน ม่านหมอกกำลังทำงาน และปลุกความหวังของผมขึ้นอีกครั้ง ผมตัดสินใจขับรถไปที่วัดกองเนียมทันที ถึงจะไม่ใช่คืนพระจันทร์เต็มดวงแต่แสงจันทร์ที่สาดส่องกระทบม่านหมอกจางๆ ก็มีเสน่ห์ชวนหลงไหลสุดๆ

ผมกลับเข้าห้องและหวังว่าความฝันของผมจะยังคงอยู่เมื่อผมตื่นนอน แต่แล้วเมื่อผมตื่นขึ้นมา ก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้ง ผมขับรถเรื่อยๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่เขาตะเคียนโง๊ะ ในขณะที่ขับไปนั้นก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อย หมอกเมื่อคืนหายไปทางไหน จนเริ่มรู้สึกว่า ทำไมถนนวันนี้มองทางยากจัง! ไม่เคยมีครั้งไหนที่มองทางยากขนาดนี้  มากจนผมมองไม่เห็นยอดเขาและท้องฟ้า หรือว่าหมอกเมื่อคืน......?

ตี 5 นิดๆ ผมพาตัวเองมาถึงเขาตะเคียนโง๊ะ เมื่อจอดรถและจ่ายค่าบำรุงสถานที่แล้ว ผมรีบเดินไปยืนที่ริมเขา ยกสองมือขึ้นป้องแสงไฟที่รบกวนสายตา เพ่งมองดูบางสิ่งบางอย่างในความมืด .... ท้องฟ้ายังคงเต็มไปด้วยดวงดาว ยอดฟูจิแห่งเขาค้อ ทะเลหมอกที่โอบกอดตะเคียนโง๊ะ และความหมายของรัก 360 องศา กับคนบนฟ้าที่ยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น

ชีวิตติดหมอกเขาค้อ - ภูทับเบิก
เพชรบูรณ์เมืองต้องห้ามพลาดกาลครั้งหนึ่งต้องไป

ขอบคุณชานมชงเอง ชมรมคนรักเขาค้อ – ภูทับเบิก
ทุกเครดิตความรู้และคำแนะนำ

ตี๋สวรรค์ ขยันเที่ยว
28/11/59