5. เรือนพื้นถิ่นล้านนา (อุ๊ยแก้ว)
![]()
เรือนหลังนี้เดิมเป็นของอุ๊ยอิ่นและอุ๊ยแก้ว ธาระปัญญา ตั้งอยู่ที่บ้านสันต๊กโต (สันติธรรม) หรือบริเวณแจ่งหัวลิน ใกล้ๆ กับถนนห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอาจารย์วิถี พานิชพันธ์ จากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ซื้อเรือนหลังนี้ไว้ โดยมีมูลนิธิ มร. ยาคาซากิ มหาวิทยาลัยเกียวโต เซกะ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนในการอนุรักษ์ แล้วนำมาสร้างใหม่อีกครั้ง ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ. 2540
![]()
เรือนพื้นถิ่นเมืองเหนือ เป็นรูปแบบเรือนของคนที่อาศัยใกล้เวียงเชียงใหม่ในยุคหลังสงคราม โลกครั้งที่ 2 มีรูปแบบเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ก่อสร้างอย่างธรรมดาตามแบบชาวบ้านทั่วไป มีขนาดเล็กกะทัดรัดสำหรับครอบครัวเดี่ยว ตัวเรือนยกพื้นไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเรือนล้านนาในยุคก่อน ถือเป็นรูปแบบที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยนไปตามสังคมสมัยใหม่ หลังคาเรือนมีสองจั่ววางต่อกันเป็นผืนคลุมทั้งตัวเรือน จึงไม่มีชานโล่งด้านหน้าเรือน แต่ทำฝาไม้ระแนงโปร่งปิดทุกด้านแทน ลักษณะการจัดพื้นที่ใช้สอยยังคงมีความคล้ายคลึงกับเรือนยุคก่อน ซึ่งมี “เติ๋น” อยู่ส่วนกลางของเรือน ทำเป็นพื้นยกระดับขึ้นมาจากทางขึ้นหน้าประตู ด้านตะวันออกของเติ๋นเป็น “หิ้งพระ” สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ถัดจากเติ๋นเข้าไปมีห้องนอน 2 ห้อง อยู่ทางด้านตะวันออกและตะวันตก ตรงกลางเป็นทางเดินทะลุไปยัง “ครัวไฟ” หรือห้องครัวด้านหลังเรือน
ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th
![]()
![]()
.
.
.
6. เรือนไทลื้อ (หม่อนตุด)
เรือนหม่อนตุด เป็นเรือนของชาวไทลื้อ ที่สร้างขึ้นจากการผสมผสานระหว่างรูปแบบเรือนไทลื้อกับเรือนแบบไทยวน โดยกลุ่มชาวไทลื้อจากมณฑลยูนาน ตอนใต้ของจีนที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ตั้งแต่อดีต ซึ่งแต่เดิมเรือนหลังนี้เป็นของ นางตุด ใบสุขันธ์ ชาวไทลื้อบ้านเมืองลวง ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเรือนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2460 โดย พ่อน้อยหลวง สามีหม่อนตุดเป็นผู้สร้างขึ้นเอง เริ่มจากการซื้อเรือนไม้เก่าจากบ้านป่าก้าง อำเภอดอยสะเก็ด แล้วใช้ช้างถึง 3 เชือก พร้อมวัวควายที่พ่อน้อยหลวงมีอยู่ไปชักลากมา นำมาสร้างเป็นเรือนไม้ที่มีรูปทรงเรียบง่ายตามแบบเรือนสามัญชน
ปลายปี 2534 อาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ ได้ทราบเรื่องการประกาศขายเรือนของหม่อนตุดจาก ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงตัดสินใจซื้อไว้แล้วมอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเก็บรักษาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการอนุรักษ์เรือนโบราณล้านนาและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้คนทั่วไปได้ศึกษา
![]()
เรือนหม่อนตุดเป็นเรือนไม้ขนาดกลางมุงหลังคา “แป็นเกล็ด” ลักษณะเป็น “เรือนสองหลังหน้าเปียง” หมายถึงมีเรือนจั่วสองหลังวางต่อกันในระนาบเดียวกัน องค์ประกอบของเรือน 2 หลัง คือ ห้องด้านตะวันออกเป็น “เฮือนนอน” โล่งกว้าง สำหรับสมาชิกในครัวเรือนจะนอนรวมกันในห้องนี้ โดยใช้ “ผ้ากั้ง” มีลักษณะเป็นเหมือนผ้าม่าน ใช้กั้นแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ตามช่วงเสา ส่วนเรือนที่อยู่ทางด้านตะวันตกคือ “เฮือนไฟ” หรือห้องครัว อยู่ระดับเดียวกับพื้นเรือนนอน ตรงกลางระหว่างชายคาของเรือนทั้งสองเชื่อมต่อกันทำเป็นรางน้ำฝน เรียกว่า “ฮ่อมริน” ด้านข้างเรือนไฟทำเป็นระเบียงยาวเชื่อมกับชานหลังบ้าน มีบันได 2 ด้าน คือที่ชานหน้าและชานหลังบ้าน
![]()
หน้าเรือนทั้งสองเป็นพื้นที่โล่งไม่มีผนังกั้นเรียกว่า “เติ๋น” เป็นที่ทำงานบ้าน เช่น ทอผ้า ปั่นฝ้าย จักสาน และเป็นที่นั่งพักผ่อนในช่วงเวลากลางวัน ฝาเรือนด้านตะวันออกของเติ๋นมี “หิ้งพระ” ทำเป็นชั้นวางเพื่อสักการะบูชาพระพุทธรูปหรือเก็บรักษาเครื่องรางของขลัง ถัดจากเติ๋นออกมานอกชายคาคือ “ชาน” เป็นพื้นที่ลดระดับลงมาแล้วเชื่อมกับบันไดทางขึ้นเรือน ด้านข้างชานมี “ฮ้านน้ำ” วางหม้อน้ำสำหรับดื่ม ด้านล่างเป็นใต้ถุนสูง สร้างคอกวัวควายและมีครกมองตำข้าว
ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
.
.
.
7. เรือนพื้นถิ่น อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
![]()
![]()
เรือนพื้นถิ่นแม่แตงปลูกสร้างครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2460 ที่บ้านป่าไผ่ ต.ช่อแล อ.แม่แตง จ. เชียงใหม่ เดิมเป็นเรือนของ พ่อน้อยปิง แล้วตกทอดมาถึง นางขาล ตาคำ จากนั้นได้ย้ายมาปลูกสร้างไว้ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2551
รูปแบบเป็นเรือนพื้นถิ่นที่มีการจัดพื้นที่ใช้สอยตามการใช้งานของครอบครัวในชนบท ตัวเรือนเป็นจั่วแฝดยกพื้นสูงสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง โครงสร้างเป็นระบบเสาและคานใช้ประกอบแบบเจาะช่องสอดเข้าเดือย บาก พาดผนังเรือนเป็นไม้แผ่นตีซ้อนแนว ส่วนพื้นเรือนปูด้วย “ไม้แป้น” หรือไม้กระดาน โดยยกพื้นห้องนอนและเติ๋นขึ้นมาหนึ่งระดับเพื่อแบ่งส่วนพื้นที่ใช้สอย อีกทั้งสามารถใช้ประโยชน์ในการนั่งตรงบริเวณจุดต่างระดับของพื้นอีกด้วย ส่วนหลังคาสองจั่วหลักเชื่อมต่อกันโดยมุงกระเบื้องดินขอ มี “ฮ่อมลิน” คือทางเดินระหว่างเรือนสองหลังเป็นแนวยาวระหว่างเรือนนอน จากพื้นที่เติ๋นไปยังด้านหลังเรือน เหนือฮ่อมรินเป็น “ฮางริน” หรือรางระบายน้ำฝนวางในจุดเชื่อมต่อระหว่างชายคาสองจั่วชายคา ด้านหน้าเรือนใกล้กับบันไดในส่วนของชานมี “ฮ้านน้ำ” ทำเป็นชั้นยื่นออกมา พื้นที่ของเติ๋นและชานทำหลังคายื่นออกมาคลุมทั้งหมดไว้ แล้วกั้นด้านหน้าเรือนด้วย “ฝาไหล” เป็นเหมือนฝาที่สามารถเลื่อนเปิดหรือปิดช่องว่างระบายอากาศได้ รอบๆ เรือนทำระเบียงไม้ระแนงกั้นไว้ เพื่อให้ตัวเรือนดูมิดชิดขณะเดียวกันก็ช่วยถ่ายเทอากาศได้ด้วย ซึ่งแตกต่างจากเรือนล้านนาโบราณที่เปิดโล่งในส่วนของเติ๋นและชาน
ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th
![]()
![]()
ชอบเสาของเฮือนหลังนี้มาก ๆ ๆ ๆ
![]()
![]()
.
.
.
8. เรือนทรงปั้นหยา (อนุสารสุนทร)
![]()
![]()
เดิมเป็นเรือนของ หลวงอนุสารสุนทรและนางคำเที่ยง ชุติมา ที่สร้างให้กับบุตรชาย คือ นายแพทย์ยงค์ ชุติมา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2467 เดิมตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทร ถนนช้างคลาน ในความครอบครองของบริษัทสุเทพ จำกัด ต่อมาทายาทได้มอบเรือนให้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2547 มีลักษณะเป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่จำนวนสองชั้น เป็นรูปแบบเรือนของคหบดีหรือผู้มีฐานะนิยมสร้างขึ้นในช่วงสมัยที่ยังคงได้รับอิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เกิดเป็นรูปแบบที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในยุคโคโลเนียลกับเรือนพื้นถิ่นล้านนา จึงมีหลังคาทรงปั้นหยาเหลื่อมซ้อนกันอย่างลงตัวผสมผสานกับหลังคาทรงจั่วที่ยังคงมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินขอ ชั้นบนเป็นระเบียงมุขยื่นออกมาด้านหน้า เชื่อมด้วยระเบียงยาวที่ทำล้อมรอบตัวเรือน ตั้งแต่โถงบันไดทางขึ้นด้านข้างยาวจนจรดด้านหลังเรือน ภายในตัวเรือนชั้นบนเป็นห้องโถงที่มีบันไดลงสู่ชั้นล่าง พื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องโถงกว้างปิดผนังด้วยฝาไม้ทุกด้าน ระหว่างผนังเจาะช่องหน้าต่างเพื่อระบายอากาศและให้แสงเข้าถึงในห้อง
![]()
ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th
![]()
![]()
![]()
งามตามกาล
![]()
![]()
.
.
ภายในพิพิธภัณฑ์มียุ้งแบบล้านนาให้ชมด้วยกัน 3 หลัง ดังนี้
1. ยุ้งข้าวล้านนา (อ.สารภี จ.เชียงใหม่)
![]()
หลองข้างหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2450 เจ้าของคือ พ่อโต (เศรษฐี) ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 Professor Dr. Hans Langholz และภรรยา Dr. Med. Dr. Phil Agnes Langholz ได้ให้การสนับสนุนในการเคลื่อนย้ายหลองข้าวหลังนี้มาไว้ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม หลองข้าวสารภีเป็นอาคารไม้ขนาดกลาง ใต้ถุนสูงพอประมาณ ใช้วิธีการสร้างแบบโบราณ โดยทำโครงสร้างหลังคาใช้วิธีเจาะเพื่อเข้าเดือยปลายเสา แล้วเจาะช่องกลางเสาสอดไม้แวง(รอด) ทะลุส่วนที่เป็นหลังคาจั่วลาดต่ำ ตัวเรือนตีไม้ปิดทึบเป็นห้องเอาไว้เก็บข้าว ล้อมรอบด้วยระเบียงชั้นนอก
ที่มา : http://art-culture.cmu.ac.th
2. ยุ้งข้าวล้านนา (เลาหวัฒน์)
ยุ้งข้าวของเรือนกาแล (พญาวงศ์) นำมาปลูกสร้างใหม่พร้อมกันกับเรือนโดยได้รับการสนับสนุนการอนุรักษ์จาก คุณแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ และครอบครัว และรื้อย้ายมาปลูกขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2542
ยุ้งข้าวหรือหลองข้าวเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อยู่คู่กับเรือนของชาวล้านนา สร้างจากไม้ทั้งหลัง ใช้สำหรับเก็บข้าวเปลือกไว้กินได้ตลอดปี หลองข้าวของเรือนกาแลยกพื้นสูงจั่วเดียว ทำหลังคาซ้อนเป็นสองระนาบ หลังคาส่วนบนเป็นจั่วสูงชันรองรับด้วยหลังคาปีกนกที่ยื่นออกมาคลุมตัวเรือนหลองข้าว การตั้งเสาจะวางเรียงกันเป็นคู่แล้วสอบเข้าหากันเพื่อให้รับน้ำหนักได้ดี โครงสร้างหลองข้าวเหมือนกับเรือนพักอาศัยแต่ไม่มีบันได หากต้องการข้าวก็จะใช้ “เกิ๋น” เป็น เหมือนบันไดลิงพาดกับหลองข้าวขึ้นไป ผนังตีในแนวตั้งปิดทึบทุกด้าน ลักษณะพิเศษของตัวหลองนี้มีขนาดใหญ่และตกแต่งป้านลมอย่างสวยงาม แสดงให้เห็นว่าเจ้าของบ้านมีฐานะ เพราะมีที่นามาก ดังนั้นผลิตข้าวในแต่ละปีจึงมีมากเช่นกัน
ที่มา : http://art-culture.cmu.ac.th
![]()
3. ยุ้งเปลือย (ไม่พบข้อมูล)
![]()
"หันหน้า หาอดีต" mariabamboo.bloggang.com
ก่อนกลับแวะพักร้อนใต้ต้นไม้นี้ พลางเห็นป้ายนี้น่าสนใจค่ะ จำได้ว่าเคยเห็นเด็ก ๆ โยนเหรียญกันเมื่ออ7 - 8 ปีก่อน แต่จขบ.ไม่ได้โยนด้วยค่ะ เอารูปมาฝากละกันนะคะ
![]()
![]()
ใช้เวลาที่นี่สักพักใหญ่ ๆ เก็บรูปจนหนำใจ บ่ายแล้ว แดดจ้า แต่ใต้ร่มเงาจากไม้ใหญ่ช่วยเราได้มาก ไม่ร้อน .... วันนั้น ไม่ค้างคาใจอีกแล้วกับที่นี่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่กลับมาอีก
.
.
.
ขอบคุณ จนท.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณ วาสนา มาวงศ์
ผู้ให้ความกระจ่าง - ความเข้าใจสิทธิ์ในการเผยแพร่เนื้อหา และรูปภาพของพิพิธภัณฑ์ค่ะ
แวะชมที่ www.mariabamboo.bloggang.com