ค้นหาและแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวในไทย ลงทะเบียน เข้าสู่ระบบ
 
หันหน้า หาอดีต : พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา เชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา
    • โพสต์-1
    maria •  มีนาคม 04 , 2559

     14th Feb 2016




    เกิดการดองบล๊อกขึ้นหรือเปล่า ที่แน่ ๆ ถ้าใช่ คงไม่ใช่จขบ.หรอกที่ดอง ที่ถูกดองเพราะมีการเข้าใจผิดจากการติดต่อสื่อสารมากกว่า ทำให้บล๊อก "หันหน้า หาอดีต" บล๊อกนี้หมัก ดองได้ที่เกือบได้เป็นของโบราณอีกชิ้นนึง 555 เงิบ... ที่จริงก็ไม่ได้นานขนาดนั้นหรอกค่ะ 
    เข้าเรื่องกันค่ะ เดิม ๆ เลย ย้อนหลังไป 7 - 8 ปีได้ ณ ตอนนั้นเคยพาเด็ก ๆ มาจัดงานตามฮีต ตวยฮอย ที่นี่ ซึ่งตอนนั้น ยอมรับไม่มีเวลาส่วนตัว ดูหรือ สนใจเรื่องเฮือนล้านนาเลย เพราะต้องทำงาน แว๊บนึงที่จำได้คือช่วงพักกลางวัน ได้พักส่วนตัวนิดนึง แว๊บจากสังคมออกไปบ้านไทลื้อหลังนึง นั่งคนเดียว ลมพัดเย็น ๆ ไร้เสียงผู้คน ใช้กล้องฟรุ้งฟริ้งรุ่นโบราณถ่ายรูปใบไม้ร่วงที่บันไดบ้านไทลือหลังนั้น คือมันฟินมากกกกกก ..... ฟินจนไม่อยากลากขาตัวเองออกจากที่แห่งนั้น (แต่ก็ต้องออกไป เพราะงาน ) ก็ได้แต่สัญญากะตัวเองว่าเอาไว้มาใหม่ จนบัดนาว ปี 59 คือไปอยู่ไหนมาเพิ่งนึกออกว่า ที่นี่รอการกลับมาเยือนของ จขบ. อีกครั้งนึง คือเหมือนเรามีสัญญาใจกันว่างั้น  และแล้วก็ได้กลับมา ^^


     



    สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดำเนินการอนุรํกษ์เรือนโบราณของล้านนาขึ้น เพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์
    ปัจจุบันได้อนุรัษณ์และรวบรวมเรือนโบราณประเภทต่าง ๆ ไว้จำนวน 8 หลัง เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวม และเผยแพร่ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ อันได้แก่ เรือนลุงคิวอันเป็นที่ตั้งของสำนักส่งเสิรมศิลปวัฒนธรรมในปัจจุบัน เป็นอาคารรูปทรงอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกหรือทรงอาณานิคมแบบโคโลเนียล สร้างขึ้นราวปี พ.ศ 2465 เจ้าของเดิม คือ Mr.Arther Lionel Queripel อาคารหลังนี้เป็นสถานที่ทำการของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พศ.2537 เป็นต้นมา

    บรรยากาศพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา ณ วันนี้ .... พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ จากทุกสถาบัน รวมไปถึงนักท่องเที่ยวทุกท่าน เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา ซึ่งได้ทำการอนุรักษ์เรือนโบราณไว้จำนวน 8 เรือน และยุ้งข้าว 3 หลัง เพื่อเปิดให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของคนล้านนาแต่โบราณ เรือนแต่ละหลังมีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี มีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมเรือนโบราณล้านนา ที่โดดเด่น สวยงาม และมีเสน่ห์เป็นที่ดึงดูดใจต่อผู้พบเห็น 

    เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-วันศุกร์ 08.30 -16.30 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ 09.00 -16.30 น. * ปิดทำการทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ *
    ค่าเข้าชม : นักเรียน/นักศึกษา 10 บาท บุคคลทั่วไป : 20 บาทที่ตั้ง :ติดถนนเลียบคลองชลประทาน ใกล้สี่แยกตลาดต้นพยอม
    239 ถนนห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทร 053-943625-6 ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th

    .
    .
    .


    บ่ายวันเสาร์ ปลายหนาว - ต้นร้อน ณ ช่วงรอยต่อของฤดูกาลก็จริง ในภาพเหมือนหมอกแต่ไม่ใช่ หากแต่เป็นควันที่เริ่มคลุมเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง แต่ "เรา" ก็ยังออกไปหายใจนอกบ้าน เพราะกลัวว่า เดี่ยวควันหนากว่านี้จะไม่ได้เที่ยว 
    จากบ้านต้องวนรถไปทางสวนสุขภาพเพราะพิพิธภัณฑ์อยู่คันคลองซ้ายมือก่อนถึงสี่แยก ซึ่งเป็นทางรถวิ่งทางเดียว งานนี้ได้เลี้ยวเข้าแปลงเกษตร มช. เก็บรูปนิด ๆ ให้โมเสสได้วิ่งกลางแจ้งสักพัก



    .
    .
    .






    เลี้ยวรถเข้ามาจอดที่ลานด้านหน้า เจอป้อมยาม เจอป้าย แล้วจะเจอที่ติดต่อซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ค่ะ








    เข้าไปซื้อบัตรเยี่ยมชมค่ะ ผู้ใหญ่ไทย 20 บาท เด็กไม่เสียค่ะ




    ได้ตั๋วแล้วไปข้างในกันค่ะ







    เข้ามาด้านในแล้ว เหมือนความทรงจำครั้งเก่าคืนมา 555
    ร่มรื่นดีนะคะ




     

    • โพสต์-2
    maria •  มีนาคม 04 , 2559


     

    1. เรือนทรงอาณานิคม (ลุงคิว)
          เป็นอาคารที่มีรูปทรงอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตก เรียกว่าแบบโคโลเนียล (Colonial) หรือเรือนในยุคอาณานิคม ได้รับการอนุรักษ์ไว้จากบ้านที่เคยเป็นของนายอาเธอร์ ไลออนแนล คิวริเปอล์ (Mr. Arther Lionel Queripel) สร้างไว้ในราว พ.ศ. 2465 ลักษณะของเรือนสร้างตามแบบตะวันตก เป็นอาคารทรงตึกสองชั้นใช้อิฐและปูนเป็นโครงสร้างส่วนพื้นและเพดานเรือนใช้ไม้แทน ด้านหน้าอาคารมีระเบียงยาวตลอดทั้งแนว ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของเรือนในยุคนี้ ภายในเรือนแบ่งพื้นที่ใช้สอยอย่างเป็นสัดส่วน มีห้องต่างๆ ตามการใช้สอย เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ฯลฯ ทางเข้าเรือนชั้นล่างเป็นห้องโถงกว้างและมีเตาผิงไว้สำหรับให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว 
          ในปี พ.ศ. 2506 ที่ดินผืนนี้เป็นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงทำการอนุรักษ์เรือนไว้ให้คงสภาพเดิม กระทั่งปัจจุบันตัวอาคารถูกปรับใช้เป็นที่ทำการของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม จึงถูกขนานนามอย่างง่ายๆ จากเจ้าหน้าที่ว่า “เรือนลุงคิว”
    (ที่มาภาพบ้านลุงคิว : http://www.art-culture.cmu.ac.th)

     

    .
    .
    .





    2. เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ (พญาปงลังกา) “เรือนพญาปงลังกา” ตั้งตามชื่อของผู้เป็นต้นตระกูล สร้างเมื่อ พ.ศ. 2439 โดย พ่อน้อยถาและแม่หน้อย ซึ่งเป็นลูกเขยและลูกสาวของ พญาปงลังกา



          ต่อมาเรือนหลังนี้กลายเป็นมรดกตกทอดไปยัง แม่อุ๊ยคำใส ถาวร ลูกสาวพ่อน้อยถาและแม่หน้อย จนถึงรุ่นหลานในยุคปัจจุบัน คือ คุณจรัส มณีสอน ทายาทรุ่นโหลนของพญาปงลังกา เรือนหลังนี้สร้างเมื่อ แม่อุ๊ยคำใส ถาวร อายุประมาณ 3 ขวบ เมื่อเวลาผ่านไปความทรุดโทรมของสภาพเรือนก็เพิ่มมากขึ้น คุณพูนสวัสดิ์ ทองประดี และคุณจรัส มณีสอน ทราบว่าสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มีการอนุรักษ์เรือนโบราณ จึงตัดสินใจมอบเรือนหลังนี้ให้ โดยมีมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเรือน จากบ้านเลขที่ 769 หมู่ 4 ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ แล้วนำมาปลูกสร้างใหม่ตามแบบพิธีกรรมทางล้านนา เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

     

         เป็นเรือนที่สร้างจากไม้เนื้อแข็งทั้งหลังมุงหลังคาด้วย “ดินขอ” มีขนาดใหญ่ปานกลาง ถือเป็นเรือนของผู้มีฐานะ รูปแบบของเรือนคลี่คลายมาจากเรือนกาแลดั้งเดิม แต่ลักษณะการจัดพื้นที่ใช้สอยยังคงไม่แตกต่างไปจากเรือนรุ่นก่อนมากนัก โดยสร้างเป็นเรือนขนาดสองจั่วยกพื้นสูง เรือนใหญ่เป็น “เฮือนนอน” และมี “เติ๋น” เป็นพื้นที่โล่งกว้างเปิดฝาผนังด้านเดียวอยู่ด้านหน้าเรือน สำหรับนั่งทำงาน รับรองรับแขกและใช้พักผ่อนในเวลากลางวัน ส่วนเรือนเล็กทางด้านตะวันออกคือ “เฮือนไฟ” หรือห้องครัว มีประตูด้านหน้าออกไปยังชานระเบียงขนาดเล็ก ที่เชื่อมกับบันไดทางขึ้นเรือน
    ที่มา : http://art-culture.cmu.ac.th











    ระเบียงไม้ เก๋ดีค่ะ 
    .
    .






    หลังที่่ 3 ไม่ได้ขึ้นค่ะ เพราะเขาล๊อคกุญแจประตูไว้ ส่องเท่าที่ทำได้ค่ะ ฮึบ ๆ ๆ  


     

     

    3. เรือนกาแล (ุอุ๊ยผัด)

         เรือนอุ๊ยผัด เป็นของ อุ๊ยผัด โพธิทา อยู่ที่ตำบลป่าพลู อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าตัวเรือนสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2460 โดยทาง มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ และ อาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์เรือนนี้ จึงได้สนับสนุนการรื้อย้ายจากอำเภอจอมทองมาปลูกไว้ในบริเวณที่ตั้งของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ. 2537
     ลักษณะเป็นเรือนกาแลขนาดเล็กยกพื้นสูง ทำด้วยไม้ทั้งหลัง หลังคามุงด้วย “แป้นเกล็ด” หรือ กระเบื้องไม้ ตัวเรือนมี 3 จั่ว คือ “เฮือนนอน” ทำเป็นจั่วขนาดใหญ่อยู่ทางด้านตะวันออก ส่วน “เฮือนไฟ” มีขนาดเล็กอยู่ทางด้านตะวันตก และจั่วขวางขนาดเล็กด้านหน้าเรือนเป็นที่วางหม้อน้ำดื่ม มีบันไดทางขึ้นทั้งด้านหน้าและหลังเรือน บันไดด้านหน้าเรือนเชื่อมต่อกับชาน หรือที่คนเมืองเรียกว่า “ชานฮ่อม” ถัดจากชานเข้าไปด้านซ้ายมือมี “ฮ้านน้ำ” ทำเป็นชั้นไม้ยกระดับติดกับข้างฝา เป็นที่สำหรับตั้งหม้อน้ำไว้บริการแขกผู้มาเยือนและคนในเรือน ถัดจากชานฮ่อม เป็นบริเวณของ “เติ๋น” ซึ่งถูกยกระดับให้สูงกว่าพื้นชานฮ่อมราวหนึ่งคืบและอยู่ภายในชายคาเรือน พื้นที่ส่วนนี้มีความกว้างมากพอสำหรับใช้ประโยชน์ได้ตามเอนกประสงค์ ด้านตะวันออกของเติ๋นจะตีฝาไม้คั่นระหว่างเติ๋นกับชานฮ่อมเพื่อกั้นเป็น “หิ้งพระ” โดยทำชั้นไม้ติดกับผนังฝั่งขวา ตรงกลางเติ๋นเป็นทางเดินยาวทะลุไปถึงชานด้านหลังเรือน ภายในเรือนถัดจากเติ๋นคือห้องนอน ภายในเป็นห้องโถงกว้างแบ่งเป็นห้องเล็กๆ โดยใช้ “ผ้ากั้ง”ตรงส่วนบนของกรอบประตูห้องนอนจะมีแผ่นไม้แกะสลักลวดลายต่างๆ เรียกว่า “หัมยนต์” อันเป็นเครื่องรางป้องกันภูตผีปิศาจมารบกวน
    ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th

















    หลังคาบ้านอุ๊ยผัดงามแต้เจ้า
    .
    .







    4. เรือนกาแล (พญาวงศ์)

          เรือนพญาวงศ์ เป็นชื่อที่ได้มาจากเจ้าของเรือนคือ พญาวงศ์ นายแคว่นหรือกำนันแห่งบ้านสบทา แขวงปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เรือนหลังนี้ปลูกสร้างโดยลูกเขยของพญาวงศ์ ชื่อว่า พญาอุด ซึ่งเป็นนายแคว่นบ้านริมปิง ได้สร้างเรือนหลังนี้ให้กับพญาวงศ์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2440 เมื่อพญาวงศ์เสียชีวิตลงก็ไม่มีผู้สืบทอดหรืออาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อ จนกระทั่ง พระครูเวฬุวันพิทักษ์ (เขื่อนคำ อตฺตสนฺโต) เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้าและเจ้าคณะอำเภอป่าซางในขณะนั้น ได้พบเห็น จึงได้ติดต่อขอซื้อเรือนแล้วทำการรื้อย้ายมาปลูกสร้างไว้ที่วัดสุวรรณวิหาร บ้านแม่อาว ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งท่านก็เป็นเจ้าอาวาสของวัดนี้ด้วยอีกแห่งหนึ่ง จากนั้น นายแฮรี่ วอง ชาวสิงค์โปร์ได้ซื้อไว้ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2541 มูลนิธิ ดร.วินิจ–คุณหญิงพรรณี วินิจนัยภาค ได้สนับสนุนการรื้อถอนและมอบเรือนหลังนี้ให้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

     

    เรือนพญาวงศ์ เป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูงมุงด้วย “ดินขอ” หลังคาทรงจั่วแฝด หรือ “สองหลังร่วมพื้น” ยอดจั่วมี “กาแล” เป็นไม้แกะสลักยื่นเลยจากป้านลมวางไขว้กันอยู่ จึงทำให้มีชื่อเรียกว่า “เรือนกาแล” ซึ่งเป็นเรือนล้านนาดั้งเดิมที่นิยมทำในช่วงประมาณ 100 ปีที่แล้ว ทั้งนี้ฝาเรือนพญาวงศ์ก็เป็นแบบล้านนาโบราณที่ทำเป็นฝาผายออกเพื่อรองรับน้ำหนักโครงสร้างหลังคาที่ป้านและลาดต่ำ ลักษณะการแบ่งพื้นที่ใช้สอยประกอบด้วย 4 ส่วน คือ “ชาน” อยู่ด้านหน้าของเรือนพร้อมบันไดทางขึ้น เป็นส่วนที่เปิดโล่งไม่มีหลังคาคลุม มีขนาดพื้นที่ 1 ใน 3 ของตัวเรือนทั้งหมด 


    ถัดจากชานเป็น “เฮือนนอน” มีอยู่ 2 หลังคู่กัน โดยเรือนด้านตะวันออกจะมีขนาดใหญ่กว่าเรือนด้านตะวันตกเล็กน้อย เพราะความเชื่อของชาวล้านนาจะไม่สร้างจั่วเรือนให้มีขนาดเท่ากัน ดังนั้นเจ้าของเรือนจึงอาศัยอยู่ในเรือนใหญ่ ส่วนเรือนเล็กก็มักจะจัดให้เป็นห้องของลูกสาวที่แต่งงานแล้ว เหนือประตูห้องนอนมี “หัมยนต์” ติดอยู่ ด้านหน้าเรือนนอนทั้งสองคือ “เติ๋น” ทำเป็นพื้นที่เปิดโล่งให้เชื่อมต่อกับชาน แต่ยกพื้นขึ้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ตรงกลางระหว่างเรือนแฝดมีทางเดินเชื่อมไปยังด้านหลังเรือน ซึ่งมี “เฮือนไฟ” เป็นเรือนเรือนขนาดเล็กวางแนวขวาง ทำด้วยฝาไม่ไผ่สานขัดกัน และมีบันไดทางขึ้นต่อจากชานหลังเรือน 
    เดิมทีช่างได้สร้างเรือนพญาวงศ์ด้วยวิธีการเข้าลิ่มตอกสลักอย่างดีแทบไม่ปรากฏรอยตะปู อันเป็นความสามารถเชิงช่างในอดีต แต่ปัจจุบันผลจากการรื้อย้ายและการซ่อมแซมทำให้ปรากฏรอยตะปูให้เห็นบ้าง ยกเว้นบางส่วนที่ยังคงสภาพดี จากรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเรือนพญาวงศ์ จึงถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของเรือนกาแลล้านนาที่สมบูรณ์หลังหนึ่ง ที่ควรค่าแก่การศึกษาทั้งในด้านเทคนิคการสร้างและพื้นที่ใช้สอยภายในเรือน 
    ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th













    .
    .
    .
     

    • โพสต์-3
    maria •  มีนาคม 04 , 2559




    5. เรือนพื้นถิ่นล้านนา (อุ๊ยแก้ว)



          เรือนหลังนี้เดิมเป็นของอุ๊ยอิ่นและอุ๊ยแก้ว ธาระปัญญา ตั้งอยู่ที่บ้านสันต๊กโต (สันติธรรม) หรือบริเวณแจ่งหัวลิน ใกล้ๆ กับถนนห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอาจารย์วิถี พานิชพันธ์ จากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ซื้อเรือนหลังนี้ไว้ โดยมีมูลนิธิ มร. ยาคาซากิ มหาวิทยาลัยเกียวโต เซกะ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนในการอนุรักษ์ แล้วนำมาสร้างใหม่อีกครั้ง ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ. 2540


      เรือนพื้นถิ่นเมืองเหนือ เป็นรูปแบบเรือนของคนที่อาศัยใกล้เวียงเชียงใหม่ในยุคหลังสงคราม โลกครั้งที่ 2 มีรูปแบบเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ก่อสร้างอย่างธรรมดาตามแบบชาวบ้านทั่วไป มีขนาดเล็กกะทัดรัดสำหรับครอบครัวเดี่ยว ตัวเรือนยกพื้นไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเรือนล้านนาในยุคก่อน ถือเป็นรูปแบบที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยนไปตามสังคมสมัยใหม่ หลังคาเรือนมีสองจั่ววางต่อกันเป็นผืนคลุมทั้งตัวเรือน จึงไม่มีชานโล่งด้านหน้าเรือน แต่ทำฝาไม้ระแนงโปร่งปิดทุกด้านแทน ลักษณะการจัดพื้นที่ใช้สอยยังคงมีความคล้ายคลึงกับเรือนยุคก่อน ซึ่งมี “เติ๋น” อยู่ส่วนกลางของเรือน ทำเป็นพื้นยกระดับขึ้นมาจากทางขึ้นหน้าประตู ด้านตะวันออกของเติ๋นเป็น “หิ้งพระ” สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ถัดจากเติ๋นเข้าไปมีห้องนอน 2 ห้อง อยู่ทางด้านตะวันออกและตะวันตก ตรงกลางเป็นทางเดินทะลุไปยัง “ครัวไฟ” หรือห้องครัวด้านหลังเรือน

    ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th








    .
    .
    .







    6. เรือนไทลื้อ (หม่อนตุด)

          เรือนหม่อนตุด เป็นเรือนของชาวไทลื้อ ที่สร้างขึ้นจากการผสมผสานระหว่างรูปแบบเรือนไทลื้อกับเรือนแบบไทยวน โดยกลุ่มชาวไทลื้อจากมณฑลยูนาน ตอนใต้ของจีนที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ตั้งแต่อดีต ซึ่งแต่เดิมเรือนหลังนี้เป็นของ นางตุด ใบสุขันธ์ ชาวไทลื้อบ้านเมืองลวง ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเรือนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2460 โดย พ่อน้อยหลวง สามีหม่อนตุดเป็นผู้สร้างขึ้นเอง เริ่มจากการซื้อเรือนไม้เก่าจากบ้านป่าก้าง อำเภอดอยสะเก็ด แล้วใช้ช้างถึง 3 เชือก พร้อมวัวควายที่พ่อน้อยหลวงมีอยู่ไปชักลากมา นำมาสร้างเป็นเรือนไม้ที่มีรูปทรงเรียบง่ายตามแบบเรือนสามัญชน 

    ปลายปี 2534 อาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ ได้ทราบเรื่องการประกาศขายเรือนของหม่อนตุดจาก ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงตัดสินใจซื้อไว้แล้วมอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเก็บรักษาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการอนุรักษ์เรือนโบราณล้านนาและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้คนทั่วไปได้ศึกษา

    เรือนหม่อนตุดเป็นเรือนไม้ขนาดกลางมุงหลังคา “แป็นเกล็ด” ลักษณะเป็น “เรือนสองหลังหน้าเปียง” หมายถึงมีเรือนจั่วสองหลังวางต่อกันในระนาบเดียวกัน องค์ประกอบของเรือน 2 หลัง คือ ห้องด้านตะวันออกเป็น “เฮือนนอน” โล่งกว้าง สำหรับสมาชิกในครัวเรือนจะนอนรวมกันในห้องนี้ โดยใช้ “ผ้ากั้ง” มีลักษณะเป็นเหมือนผ้าม่าน ใช้กั้นแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ตามช่วงเสา ส่วนเรือนที่อยู่ทางด้านตะวันตกคือ “เฮือนไฟ” หรือห้องครัว อยู่ระดับเดียวกับพื้นเรือนนอน ตรงกลางระหว่างชายคาของเรือนทั้งสองเชื่อมต่อกันทำเป็นรางน้ำฝน เรียกว่า “ฮ่อมริน” ด้านข้างเรือนไฟทำเป็นระเบียงยาวเชื่อมกับชานหลังบ้าน มีบันได 2 ด้าน คือที่ชานหน้าและชานหลังบ้าน
     

    หน้าเรือนทั้งสองเป็นพื้นที่โล่งไม่มีผนังกั้นเรียกว่า “เติ๋น” เป็นที่ทำงานบ้าน เช่น ทอผ้า ปั่นฝ้าย จักสาน และเป็นที่นั่งพักผ่อนในช่วงเวลากลางวัน ฝาเรือนด้านตะวันออกของเติ๋นมี “หิ้งพระ” ทำเป็นชั้นวางเพื่อสักการะบูชาพระพุทธรูปหรือเก็บรักษาเครื่องรางของขลัง ถัดจากเติ๋นออกมานอกชายคาคือ “ชาน” เป็นพื้นที่ลดระดับลงมาแล้วเชื่อมกับบันไดทางขึ้นเรือน ด้านข้างชานมี “ฮ้านน้ำ” วางหม้อน้ำสำหรับดื่ม ด้านล่างเป็นใต้ถุนสูง สร้างคอกวัวควายและมีครกมองตำข้าว   

    ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th




















    .
    .
    .




    7. เรือนพื้นถิ่น อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่


     

    เรือนพื้นถิ่นแม่แตงปลูกสร้างครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2460 ที่บ้านป่าไผ่ ต.ช่อแล อ.แม่แตง จ. เชียงใหม่ เดิมเป็นเรือนของ พ่อน้อยปิง แล้วตกทอดมาถึง นางขาล ตาคำ จากนั้นได้ย้ายมาปลูกสร้างไว้ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2551 

    รูปแบบเป็นเรือนพื้นถิ่นที่มีการจัดพื้นที่ใช้สอยตามการใช้งานของครอบครัวในชนบท ตัวเรือนเป็นจั่วแฝดยกพื้นสูงสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง โครงสร้างเป็นระบบเสาและคานใช้ประกอบแบบเจาะช่องสอดเข้าเดือย บาก พาดผนังเรือนเป็นไม้แผ่นตีซ้อนแนว ส่วนพื้นเรือนปูด้วย “ไม้แป้น” หรือไม้กระดาน โดยยกพื้นห้องนอนและเติ๋นขึ้นมาหนึ่งระดับเพื่อแบ่งส่วนพื้นที่ใช้สอย อีกทั้งสามารถใช้ประโยชน์ในการนั่งตรงบริเวณจุดต่างระดับของพื้นอีกด้วย ส่วนหลังคาสองจั่วหลักเชื่อมต่อกันโดยมุงกระเบื้องดินขอ มี “ฮ่อมลิน” คือทางเดินระหว่างเรือนสองหลังเป็นแนวยาวระหว่างเรือนนอน จากพื้นที่เติ๋นไปยังด้านหลังเรือน เหนือฮ่อมรินเป็น “ฮางริน” หรือรางระบายน้ำฝนวางในจุดเชื่อมต่อระหว่างชายคาสองจั่วชายคา ด้านหน้าเรือนใกล้กับบันไดในส่วนของชานมี “ฮ้านน้ำ” ทำเป็นชั้นยื่นออกมา พื้นที่ของเติ๋นและชานทำหลังคายื่นออกมาคลุมทั้งหมดไว้ แล้วกั้นด้านหน้าเรือนด้วย “ฝาไหล” เป็นเหมือนฝาที่สามารถเลื่อนเปิดหรือปิดช่องว่างระบายอากาศได้ รอบๆ เรือนทำระเบียงไม้ระแนงกั้นไว้ เพื่อให้ตัวเรือนดูมิดชิดขณะเดียวกันก็ช่วยถ่ายเทอากาศได้ด้วย ซึ่งแตกต่างจากเรือนล้านนาโบราณที่เปิดโล่งในส่วนของเติ๋นและชาน

    ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th





    ชอบเสาของเฮือนหลังนี้มาก ๆ ๆ ๆ 







    .
    .
    .





    8. เรือนทรงปั้นหยา (อนุสารสุนทร)




      เดิมเป็นเรือนของ หลวงอนุสารสุนทรและนางคำเที่ยง ชุติมา ที่สร้างให้กับบุตรชาย คือ นายแพทย์ยงค์ ชุติมา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2467 เดิมตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทร ถนนช้างคลาน ในความครอบครองของบริษัทสุเทพ จำกัด ต่อมาทายาทได้มอบเรือนให้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2547       มีลักษณะเป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่จำนวนสองชั้น เป็นรูปแบบเรือนของคหบดีหรือผู้มีฐานะนิยมสร้างขึ้นในช่วงสมัยที่ยังคงได้รับอิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เกิดเป็นรูปแบบที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในยุคโคโลเนียลกับเรือนพื้นถิ่นล้านนา จึงมีหลังคาทรงปั้นหยาเหลื่อมซ้อนกันอย่างลงตัวผสมผสานกับหลังคาทรงจั่วที่ยังคงมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินขอ ชั้นบนเป็นระเบียงมุขยื่นออกมาด้านหน้า เชื่อมด้วยระเบียงยาวที่ทำล้อมรอบตัวเรือน ตั้งแต่โถงบันไดทางขึ้นด้านข้างยาวจนจรดด้านหลังเรือน ภายในตัวเรือนชั้นบนเป็นห้องโถงที่มีบันไดลงสู่ชั้นล่าง พื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องโถงกว้างปิดผนังด้วยฝาไม้ทุกด้าน ระหว่างผนังเจาะช่องหน้าต่างเพื่อระบายอากาศและให้แสงเข้าถึงในห้อง

     

    ที่มาข้อมูล : http://art-culture.cmu.ac.th






     

    งามตามกาล






    .
    .


    ภายในพิพิธภัณฑ์มียุ้งแบบล้านนาให้ชมด้วยกัน 3 หลัง ดังนี้
     

    1. ยุ้งข้าวล้านนา (อ.สารภี จ.เชียงใหม่)       หลองข้างหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2450 เจ้าของคือ พ่อโต (เศรษฐี) ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 Professor Dr. Hans Langholz และภรรยา Dr. Med. Dr. Phil Agnes Langholz ได้ให้การสนับสนุนในการเคลื่อนย้ายหลองข้าวหลังนี้มาไว้ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม       หลองข้าวสารภีเป็นอาคารไม้ขนาดกลาง ใต้ถุนสูงพอประมาณ ใช้วิธีการสร้างแบบโบราณ โดยทำโครงสร้างหลังคาใช้วิธีเจาะเพื่อเข้าเดือยปลายเสา แล้วเจาะช่องกลางเสาสอดไม้แวง(รอด) ทะลุส่วนที่เป็นหลังคาจั่วลาดต่ำ ตัวเรือนตีไม้ปิดทึบเป็นห้องเอาไว้เก็บข้าว ล้อมรอบด้วยระเบียงชั้นนอก 
    ที่มา : http://art-culture.cmu.ac.th

     

    2. ยุ้งข้าวล้านนา (เลาหวัฒน์)   
    ยุ้งข้าวของเรือนกาแล (พญาวงศ์) นำมาปลูกสร้างใหม่พร้อมกันกับเรือนโดยได้รับการสนับสนุนการอนุรักษ์จาก คุณแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ และครอบครัว และรื้อย้ายมาปลูกขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2542

     

          ยุ้งข้าวหรือหลองข้าวเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อยู่คู่กับเรือนของชาวล้านนา สร้างจากไม้ทั้งหลัง ใช้สำหรับเก็บข้าวเปลือกไว้กินได้ตลอดปี หลองข้าวของเรือนกาแลยกพื้นสูงจั่วเดียว ทำหลังคาซ้อนเป็นสองระนาบ หลังคาส่วนบนเป็นจั่วสูงชันรองรับด้วยหลังคาปีกนกที่ยื่นออกมาคลุมตัวเรือนหลองข้าว การตั้งเสาจะวางเรียงกันเป็นคู่แล้วสอบเข้าหากันเพื่อให้รับน้ำหนักได้ดี โครงสร้างหลองข้าวเหมือนกับเรือนพักอาศัยแต่ไม่มีบันได หากต้องการข้าวก็จะใช้ “เกิ๋น” เป็น เหมือนบันไดลิงพาดกับหลองข้าวขึ้นไป ผนังตีในแนวตั้งปิดทึบทุกด้าน ลักษณะพิเศษของตัวหลองนี้มีขนาดใหญ่และตกแต่งป้านลมอย่างสวยงาม แสดงให้เห็นว่าเจ้าของบ้านมีฐานะ เพราะมีที่นามาก ดังนั้นผลิตข้าวในแต่ละปีจึงมีมากเช่นกัน 
    ที่มา : http://art-culture.cmu.ac.th

     

     

     

    3. ยุ้งเปลือย (ไม่พบข้อมูล)

    "หันหน้า หาอดีต"  mariabamboo.bloggang.com


    ก่อนกลับแวะพักร้อนใต้ต้นไม้นี้ พลางเห็นป้ายนี้น่าสนใจค่ะ จำได้ว่าเคยเห็นเด็ก ๆ โยนเหรียญกันเมื่ออ7 - 8 ปีก่อน แต่จขบ.ไม่ได้โยนด้วยค่ะ เอารูปมาฝากละกันนะคะ



    ใช้เวลาที่นี่สักพักใหญ่ ๆ เก็บรูปจนหนำใจ บ่ายแล้ว แดดจ้า แต่ใต้ร่มเงาจากไม้ใหญ่ช่วยเราได้มาก ไม่ร้อน .... วันนั้น ไม่ค้างคาใจอีกแล้วกับที่นี่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่กลับมาอีก 
    .
    .
    .





    ขอบคุณ จนท.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คุณ วาสนา  มาวงศ์ 
    ผู้ให้ความกระจ่าง - ความเข้าใจสิทธิ์ในการเผยแพร่เนื้อหา และรูปภาพของพิพิธภัณฑ์ค่ะ








    แวะชมที่ www.mariabamboo.bloggang.com