ค้นหาและแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวในไทย ลงทะเบียน เข้าสู่ระบบ
    • โพสต์-1
    Juny •  พฤศจิกายน 22 , 2560

    19/11/60

    ทริปนี้ไปกะเพื่อนสาวเหมือนเดิม สองคน เริ่มออกเดินทางจากขนส่งแห่งที่ 2 พิษณุโลก เวลา 23.30 น.โดยรถทัวร์ของสมบัติทัวร์ ต้องไปซื้อตั๋ววันที่จะไป ไม่รับจองล่วงหน้า เพราะเป็นรถทางผ่านจากเชียงราย เป็นรถนอนพิเศษ รถจะมาก่อนเวลาประมาณ 10 นาที นั่งยาวไปจนถึงขนส่งชุมแพ ช่วงเวลานี้ก็ตุนเสบียงจากเซเว่นได้ตามต้องการ

    พอไปถึงขนส่งชุมแพ เวลา 03.00 น. นั่งรอรถยาวไปประมาณตีห้าก็มีลุงวินใจดีคนนึงมาถามว่าไปไหน  ไปผานกเค้าค่ะ เค้าไม่มีรถสายนี้นะ มีแต่รถผ่าน ไปลองถามรถทัวร์ดูว่าผ่านมั้ย เงิบเลยค่ะ ไม่มีทางเลือกมาก อย่าหลงเชื่อว่าจะไปรถเหมาที่มีคนมาโฆษณา 750 บาท แพงเกินจริงสุดๆ มาทางนี้เร็ว

    ไปถามรถทัวร์ของนครชัยทัวร์ ผ่านผานกเค้า ราคา 32 บาท จัดไปเลย นั่งประมาณ 1 ชม.ถึง 

    ตรงผานกเค้าจะมีร้านข้าวเจ๊กิม และที่จองตั๋วมากมาย และมีรถแดงหลายคนที่จอดรถอยู่ ใครจะกินข้าวหรือจองตั๋วขากลับที่นี่ก็ได้ แต่เราไม่รอแล้ว รถแดงจะเต็ม 10 คน 300 บาท หรือใครจะเหมาทั้งคนก็ 300 บาท ไปเลยงับ

    รถแดงจะพามาส่งถึงในอุทยานเลย มาถึงเลา 06.30 น. เจ้าหน้าที่ยังไม่มาทำงานเลย ประมาณ 07.00 น.เจ้าหน้าที่มา ก็ไปติดต่อค่าเข้าอุทยาน 40 บาทต่อคน ค่าเต็นท์ 200 บาทต่อคืน นอนได้ 3 คน ส่วนอุปกรณ์การนอน เช่น ถุงนอน เบาะรองนอน หมอน เราจองในเว็บไซต์ของอุทยานมา เราแค่ปริ้นใบออกมา พร้อมหลักฐานการชำระเงินมาให้เรียบร้อย ถ้าโอนผ่านเน็ตแบ็งค์ก็บอกพี่เขาได้ สามารถติดต่อรับของได้เมื่อขึ้นถึงภูแล้ว จากนั้นนำสัมภาระที่คิดว่าไม่มีแรงแบกแน่ๆ มาจ้างลูกหาบได้ กิโลละ 30 บาท จากนั้นเราจะจะเดินตัวปลิวได้ละ

    เอาไปแค่น้ำ ลูกอม หรือยาประจำตัวพอ

    ไปกันค่ะ ทางอีกยาวไกล ก่อนเข้าจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรประชาชนด้วยค่ะ สแกนเข้าคอมฯเลย เดินไปอีกนิดนึงจะมีผู้ช่วยผู้พิชิต เป็นไม้เท้าช่วยเดิน แต่ขาขึ้นเราไม่เห็นจ้า ทางอีกไกลจริงๆ ทางเริ่มต้น

    ที่แรก ปางกกค่า บันไดนี่จิ๊บจิ๊บ มีอีกเยอะ

    กว่าจะถึงไม่ต้องคิดสภาพ ซำแฮกเป็นซำแรกที่มีของกิน นั่งพักผ่อนได้ มีแตงโมชิ้นละ 10 บาท น้ำเป็นสิ่งจำเป็นแนะนำให้พกตั้งแต่เซเว่น ราคาอาหารและน้ำเพิ่มตามความสูง

    นี่เป็นป้ายบอกระยะทางและความสูงที่เราต้องเดิน สู้ต่อไปค่ะ

    เดินพ้นจะซำแฮกไปนิดนึงจะมีห้องสุขา เป็นระยะ ตามซำต่าง ๆ 

    ทางที่จะเดินไปซำต่อไปค่อนข้างดีเลยทีเดียว เป็นทางราบ พักเท้าได้สบาย

    จากนั้นก็ถึงซำบอน เป็นซำที่ไม่มีร้านค้า ดูทางสิ นี่ตอนเดินไม่มีฝนค่อนเดินง่าย ถ้ามีฝนล่ะ ไม่อยากจะคิด คงจะมีน้องทากเต็ม

    แล้วก็ถึงซำกกกอก ซำแถวนี้จะใกล้ๆกัน

    มีร้านค้าให้นั่งพัก พอหายเหนื่อย

    ทางที่เดินต่อไปก็ประมาณนี้

    เดินกันหลายฮึบก็ถึง พร่านพรานแป คนที่เดินลงมากันนั้นหน้าตาเค้าดูไม่เหนื่อยเลย ผิดกับเรา

    เส้นทางนั้นอีกยาวไกล สิ่งที่แก้เหนื่อยได้คือ อมฮอล กับถ่ายรูป ฮ่าๆ

    ซำกกหว้า

    ซำกกไผ่

    ถึงซำกกโดน ได้แต่มองคนแบกหามเดินกันวันละหลายรอบ นับถืออาชีพพี่เขาจริงๆ

    แวะเติมพลังกันที่ซำนี้ อาหารแพงขึ้นตามความสูง เพราะต้องใช้คนแบกหาม รสชาดดีใช้ได้

    เดิน เดิน เดิน

    ต้นไม้ ใบไม้ ช่วงนี้ของป่า เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

    ทางเราใช้ร่วมกัน แต่ความลำบากเราต่างกัน

    บันไดที่ไกลลิบนั้น บ่งบอกว่าเส้นทางข้างหน้าจะชันมากขึ้นเรื่อยๆ อดทนนะทุกคน

    ให้ภาพ ได้บรรยายความรู้สึก ขาก็จะสั่นหน่อยๆ เมื่อผ่านบันได 90 องศา

    เดินมาถึงนี่ เหมือนความรู้สึกที่โผล่พ้นน้ำแล้ว

    มองกลับไปยังทางที่ผ่านมามันสุดยอดจริงๆ

    หลังแป ที่แท้ทรู เดินมาถึงนี่ก็เข้าใจความหมายละ

    ดื่มด่ำกับทิวสนให้หายเหนื่อย 

    หาทางเข้าที่พัก

    ทางเข้าที่พัก

    เป็นทิวสนตลอดทาง ทางเดินง่าย อากาศร้อนบ้าง เย็นบ้าง

    ตลอดทางจะมีกลุ่มไอน้ำลอยมาให้ชื่นใจ เม็ดใหญ่หน่อยก็เหมือนฝนเลย

    ต้นสนอยู่ตรงกลางระหว่างทาง เป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าใกล้ถึงแล้วนะ

    แต่ก่อนจะถึงตรงนี้เราถามตัวเองกันหลายครั้งว่าคิดถูกป่าวนะที่มาลำบากขนาดนี้ เหนื่อย เมื่อย

    แต่เห็นป้ายนี้แล้วแบบ..เฮ้ยยยย ถึงแล้ว

    ทางเข้าก็ยังไกลอีก

    พอไปถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก็เอาใบจองที่พัก ใบจ่ายค่าเต้นต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่ดู

    แล้วพี่เค้าจะให้เราไปลงทะเบียบรับหมอน ถุงนอน ที่รองนอน ที่เราได้จองไว้ แลกกับบัตรประชาชน 1 คน 

    มาถึงเต๊นละ ประมาณ 14.00 น. แดดไม่มี อากาศเย็นสบาย พักผ่อนนอนไปยาวๆ

    พี่ที่จ่ายเต๊นแจ้งว่าสำภาระจะถึงเวลา 16.00 น. 

    ตื่นมาก็ออกสำรวจที่พัก เจอกวางป่าแถวนี้ ก็ค่อนข้างไม่กลัวคนเท่าไร

     เดินไปเดินมาเจอร้านน่ารักขายเสื้อและโปสการ์ด สอบถามทาง พี่ใจดีให้แผนที่มา แนะนำการไปเที่ยวเย็นนี้ว่าน่าจะไปดูอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก และฝนดันตก แผนนี้เลยล่มไป มีแต่แพลนวันพรุ่งนี้ซึ่งพี่แนะนำดีมาก วันนี้ให้พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง นอนกันตั้งแต่ 18.30 น. พรุ่งนี้ตีห้า พี่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าถ้าใครจะไปดูอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ให้เจอกันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวพร้อมกัน พี่เขาจะไป เนื่องจากช่วงเช้าตรู่ ช้างป่า ออกหากิน เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ

    • โพสต์-2
    Juny •  พฤศจิกายน 27 , 2560

    20/11/60

    น้ตื่นเช้าตีห้า ล้างหน้าแปรงฟันด้วยน้ำที่เย็นมาก ใครจะกล้าหาญอาบน้ำก็ตามสบาย ห้องน้ำที่นี่มีหลายจุด แต่ไม่มีน้ำอุ่น เพราะที่นี่ใช้ไฟจากโซล่าเซลล์

    เดินประมาณ 2 กิโลก็ถึงผานกแอ่น เดินกันมาหลายๆคนอบอุ่นดี ระหว่างทางก็มีงู และทาก มาให้ตกใจเล่น แนะนำให้พกไฟฉาย และถุงเท้ากันทาก

    ถึงแบ้วอากาศก็เย็นพอควร มีลมหนาวพัดมาตลอด แต่ไม่หนาวมาก แต่พรอปเราก็จัดเต็ม ฮ่าๆ ความสว่างเข้ามาปกคลุม ทะเลหมอกและดวงอาทิตย์ของเรานั้นไปไหนทุกคนเริ่มถอดใจ และพากันถ่ายภาพ การรอคอยเริ่มมีความหวัง เมื่อเราเดินเข้ามาใกล้หน้าผามากขึ้นเพื่อถ่ายรูป แล้วแสงสว่างก็ปรากฏขึ้น ลมเริ่มพัดแรง หมอกที่ดูหนาแน่นก็จางไป

    เสียงฮือฮาดังขึ้น เมื่อทุกคนพอกับแสงจากดวงอาทิตย์ที่ขึ้นสูงมากแล้ว

    ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเรามันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะมีเล็กน้อย แต่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นทะเลหมอกด้วยตาตัวเอง มันสวยเกินคำบรรยาย ใจถึงก็มาถึงอ่ะ

    กลับไปกินข้าว ไปเตรียมตัว เดินทางทั้งวัน วันนี้เราจะบุกป่าฝ่าดงกัน

    ก่อนเริ่มเดินทางก็เอาแผนที่มากาง ทางก็จะประมาณนี้แหละ ตอนแรกว่าจะเช่าจักรยานปั่นแต่แพง เราเน้นประหยัด เลยเดินดีกว่า จุดหมายข้างหน้าผาหล่มสัก อีก 9 กิโลเมตร
    มีป้ายบอกขนาดนี้ไม่หลงแน่นอน จุดหมายแรก น้ำตกวังกวาง  มองลงไปแล้วก็อึ้งแป๊บ นี่หรือน้ำตกเข้าฤดูหนาวแล้ว น้ำก็มีแค่นี้ ข้างล่างเป็นแอ่งกว้างๆ คงไว้ให้กวางป่าเล่น จุดหมายต่อไป น้ำตกเพ็ญพบใหม่ ทำไมไกลจัง คำถามแรกเริ่มา เจอป้ายแล้วก็อุ่นใจ ไม่หลง

    ระหว่างทางก็มีทั้งคนที่มาก่อนเรา และเดินตามหลังเรามา ก็จะอุ่นใจอีกว่า ไม่หลง

    ถึงแล้น ต้นเมเปิลเขียวมาก อยากให้มาเห็นเองเมเปิลเริ่มแดง

    น้ำตกพ่วงพบ

    น้ำตกโผนพบ ทำไมโผนมาพบไกลจัง   น้ำตกโผนพบ มองจากด้านล่าง น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำใหญ่ ประทับใจที่สุดละ ดูเป็นน้ำตก มีใบเมเปิลที่แดงจริงๆ 

    ทางที่จะมาแต่ละน้ำตกช่วงนี้ จะเป็นป่าค่อนข้างชื้น จะมีน้องทากออกมาให้ระวังด้วยนะ

    ถ้าใครมาหลังจากช่วงนี้ น่าจะแดงมากกว่านี้ เดินออกจากป่าชื้นๆ มาหน่อย ก็แห้งแล้งสะปรับอารมณ์ไม่ทันเลยที่มืดๆนั่นคือน้ำตกนี่เป็นน้ำตกธารสวรรค์ ใครอยากได้ภาพน้ำตก ก็ต้องเสี่ยงนิสนึง แต่นี่เห็นความสูงก็พอละ  จุดหมายต่อไป คือ ผาหล่มสัก

      อากาศร้อนใช้ได้เลย

    ที่นี่เหมือนหลุดออกมาอีกโลกนึง ถ้าจะมีไดโนเสาร์โผล่มาก็ไม่แปลก

    ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่เห็นตามทางแบบเกลื่อนกลาด นี่มันอยู่บนดิน ไม่ใช่อยู่บนกระถางห้อยขายตามตลาด  สระอโนดาต ไม่มีอะไรน่าตื่นตา ส่วนใหญ่นั่งพักกินข้าวกัน ส่วนเรานั้นเดินต่อ ไม่มีเสบียงมาเลย เดินมาอีกเรื่อยๆมาก จนถึงน้ำตกถ้ำสอเหนือ ถ้าจะถ่ายรูปน้ำตกงามๆ ต้องลงไปข้างล่าง ซึ่งก็มีบางกลุ่มไปเล่นน้ำ 

    เป็นอีกที่พักนั่งกินข้าวได้สบาย อากาศดี น่านอน แต่เรี่ยวแรงเราเริ่มจะหมดแล้ว หิวมาก

    เสบียงทุกอย่างเราหมดแล้ว น้ำสักหยดยังไม่มี มีแต่ต้นหยาดน้ำค้าง จะกินน้ำของมันก็กลัวตาย

    นี่เหลือเพียงกำลังใจของเพื่อนที่ให้กันตลอดทาง ว่าอีกนิดเดียวก็ถึงละแก

    ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าทางข้างหน้าใช่หรือเปล่า

    เราจะเจอช้างป่ากันมั้ย

    ทางตอนนี้เราเดินกันแค่สองคนจริงๆ มองหาใครไม่เจอเลย

    ได้แต่หวังว่าผาหล่มสักข้างหน้าจะมีร้านค้า

    ขอบคุณพระเจ้าค่ะ

    ถึงผาหล่มสักแล้ว มีร้านค้าขายของราคาพรุ่งปรี้ดดด กินแบบไม่ยั้ง 

    ถึงที่นี่บ่ายสอง นั่งพักยาวๆไป ที่นี่มีเสื่อให้นั่งชมวิวฟรี น้ำแข็งใสถ้วยละ 30 ตักได้เอง

    เอาเสื้อไปปูนอนกันจนห้าโมงเย็น เพิ่งคิดได้ว่าต้องถ่ายรูป มาถึงแล้วนะ จริงๆที่นี่สวยนะ แต่ต้องต่อคิวถ่ายรูป และมีหลายคนนั่งมองเราไม่โอเค

    นั่งรอนานหลายชั่วโมง แต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าหนีเราไปแบบเงียบๆ

    เราก็ได้แต่ถ่ายรูปเงียบๆและเดินจากไป 

    9 กิโลกว่าจะถึง คุ้มมั้ยถามใจดู อย่างน้อยก็ได้มาละ

    ขากลับจากผาหล่มสัก กลับทางเลียบหน้าผา ตลอดทางจะเป็นทางค่อนข้างดี ปั่นจักรยานและเดินได้สบาย

    มีร้านค้าอยู่เป็นจุดๆ ตลอดทาง ขากลับก็จะมีเพื่อนเดินกลับด้วยกันเยอะหน่อย

    ไฟฉายควรจะมีแบตเต็ม

    กลับแล้วนะ ภูกระดึง

     

     

    • โพสต์-3
    Juny •  พฤศจิกายน 29 , 2560

    21/11/60

    วันสุดท้ายแล้วที่จะอยู่บนภูกระดึง

    เราเก็บสัมภาระ น้ำกระเป๋าไปฝากลูกหาบ เอาเครื่องนอนไปคืน

    แล้วมากินข้าวที่นี่ ร้านสุขสันต์ เป็นร้านข้าวร้านเดียวที่กินตลอดสามวัน อร่อย ถูกปาก มีป้ายบอกราคา ทุกมื้อที่สั่งก็จะกินขนมปังปิ้งทุกมื้อ ก็อร่อยทุกมื้อ คุณป้าอารมณ์ดี คุยเก่ง มีไฟให้ชาร์ตแบตทุกร้านฟรี

    ข้างร้านข้าวจะเป็นร้านโปรการ์ด พี่ใจดีมาก ให้แผนที่เราฟรี แนะนำเส้นทางตลอด

    ขากลับเราก็อุดหนุนพี่เค้ามาหน่อย

    ร้านค้าช่วงนี้จะเยอะ

    ต้นเมเปิลหน้าอุทยาน แดงแล้วนะ

    ต้องบอกลาจริงๆแล้วนะ ภูกระดึง ครั้งเดียวพอละ

     

    • โพสต์-4
    Juny •  พฤศจิกายน 29 , 2560

    สรุปค่าใช้จ่ายต่อคน

    ค่ารถไปขนส่งไปกลับ 210

    รถทัวร์ไปกลับชุมแพ 454

    ไปผานกเค้า 32 กลับ 40

    รถแดงเข้าอุทยาน ไป 30 กลับ 34

    ค่าเข้าอุทยาน 40

    แทรคกระเป๋าไปกลับ 10

    เต็นท์ 2 คืน 200

    ไฟฉาย 80

    ลูกหาบไปกลับ 240

    อุปกรณ์การนอน 180

    ไม่รวมค่ากิน

    รวม 3 วัน 2 คืน = 1550