ไปส่องสัตว์ เที่ยววัด ลัดเลาะชมสะพาน นอนริมน้ำ ที่เมืองกาญ..นะจ๊ะบุรี

 

ห่างหายจากการออกทริปร่วม 2 เดือน คงต้องหาเวลาไปชาร์จพลังให้ตัวเองบ้างแล้ว นึกขึ้นได้ว่ามี Voucher ที่พักที่ X2 River Kwai Resort อยู่ 1 คืน ที่ได้จากการร่วมสนุกกับเพจ theTripPacker ซึ่งได้มานานแล้ว และ Voucher จะหมดอายุสิ้นเดือนมกราคม 2561 จึงไม่รอช้า จัดแจงสำรองที่พักและวางแผนโปรแกรมท่องเที่ยวในละแวกใกล้ๆ ที่พัก ทริปนี้ตั้งใจจะมานอนพักผ่อนมากกว่าการตะเวนท่องเที่ยว ดังนั้นสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงอยู่ละแวกในตัวเมืองเท่านั้น

เมื่อเอ่ยถึงเมือง กาญจนบุรี ผมว่าร้อยละ 80 ของนักท่องเที่ยวต้องนึกถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นลำดับต้นๆ จนสะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นโลโก้และเป็นจุดขายของเมืองกาญฯ ไปแล้ว ราวๆ ต้นเดือนธันวาคมของทุกปีจะมีเทศกาลสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งภายในงานภาคกลางคืนจะมีการแสดงแสง สี เสียง อลังการมากๆ ครับ

มาเมืองกาญฯ หากไม่มาเที่ยวที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว เกรงว่าจะโดนคำครหาว่า มาไม่ถึงเมืองกาญฯ จุดหมายแรกผมเลยขอแวะ Check in ที่สะพานข้ามแม่น้ำแควเพื่อเป็นหลักฐานเสียก่อนว่าได้มาเยือนสะพานแห่งนี้แล้ว ผมไม่ได้มาเมืองกาญฯหลายปีมากแล้ว มารอบนี้พื้นที่บริเวณโดยรอบของสะพานข้ามแม่น้ำแควจากสถานีรถไฟไปจนถึงสะพานเต็มไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึกมากมายครับ

สะพานข้ามแม่น้ำแคว ถือเป็นสะพานที่สำคัญที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะ สร้างขึ้นโดยกองทัพญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทหารญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดา และนิวซีแลนด์ กว่า 61,700 คน รวมถึงกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า อินเดีย อีกจำนวนมากมาก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ที่เป็นเส้นทางผ่านไปยังพม่า ซึ่งทางรถไฟช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างทางรถไฟและสะพานแห่งนี้เต็มไปด้วยความยากลำบากหลายอย่าง ทั้งความทารุณของสงคราม โรคภัยไข้เจ็บ การขาดแคลนอาหาร ทำให้เชลยศึกหลายหมื่นคนต้องมาเสียชีวิตลง

จากสะพานข้ามแม่น้ำแคว ผมมุ่งหน้าสู่ X2 River Kwai Resort ที่พักของผมในคืนนี้ โดยใช้เส้นทางที่จะมุ่งหน้าสู่ ต.ด่านมะขามเตี้ย ระหว่างทางผ่านสุสานทหารสัมพันธมิตรช่องไก่ เลยขอแวะชมกันสักนิดครับ

ผมเองเพิ่งจะเคยมาที่สุสานแห่งนี้เป็นครั้งแรก และไม่คิดด้วยว่าที่กาญจนบุรีจะมีสุสานลักษณะนี้อีกนอกเหนือจากสุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก ซึ่งตั้งอยู่เยื้องๆ กับสถานีรถไฟกาญจนบุรี ที่อยู่ในตัวเมืองกาญฯ บนถนนสายหลักที่จะไปยังสะพานข้ามแม่น้ำแควครับ

สุสานทหารทหารสัมพันธมิตรช่องไก่ เป็นที่บรรจุศพทหารเชลยศึกซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารอังกฤษ ประมาณ 1,740 หลุม เดิมสุสานแห่งนี้ใช้เป็นค่ายของเชลยศึกขนาดใหญ่ สุสานแห่งนี้นักท่องเที่ยวแทบไม่มีเลยครับ อาจเป็นเพราะอยู่ห่างจากเส้นทางสายหลักพอสมควร เลยไม่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ภูมิทัศน์ของสุสานทหารพันธมิตรช่องไก่โดยรวมแล้วลักษณะคล้ายๆ กับสุสานทหารพันธมิตรดอนรักเลยครับ เพียงแต่สุสานทหารพันธมิตรช่องไก่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น 

ผมจับ Google Maps เพื่อนำทางไปยัง X2 River Kwai Resort เมื่อใกล้ๆ ถึงวิทยาลัยเกษตร Google Maps ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเส้นเล็กๆ ซึ่งปากทางไม่มีป้ายใดๆ บอกทางเลย ผมเลี้ยวไปตาม Google Maps ได้สักพัก จนถึงทางรถไฟก็ตัดสินใจวกรถกลับ เพราะเส้นทางค่อนข้างลำบาก เลยย้อนออกมาที่ปากทางและขับรถต่อไปเรื่อยๆ จนข้ามทางรถไฟอีกจุดหนึ่ง จากนั้น เลี้ยวซ้ายเข้าทางประตูวัดวังลาน และขับมุ่งหน้าไปอีกนิด ก็จะพบกับ  X2 River Kwai Resort อยู่ทางขวามือครับ

เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาในพื้นที่ของรีสอร์ทเท่านั้นแหล่ะ ผมถึงกับยิ้มมุมปาก เพราะชอบในดีไซน์การออกแบบของที่นี่มากๆ มันคล้ายๆ กับ first impression ครับ

อาคารหลังเล็กๆ ตั้งเป็นปราการด่านแรก หน้าตาดูไม่ต่างจากสถานีรถไฟเลย อาคารนี้ใช้เป็น Lobby ของทางรีสอร์ทครับ มีเคาเตอร์เล็กๆ ที่จำลองมาจากที่ขายตั๋วรถไฟ ไว้สำหรับให้แขกได้ Check in/Check out มีเก้าอี้ไม้ ที่ให้อารมณ์ของสถานีรถไฟมากๆ บอกเลยว่าจุดแรกก็ทำให้ผมยกกล้องถ่ายภาพไปหลายชอตเลยทีเดียว

ไม่นานนักพนักงานก็นำ Welcome Drink พร้อมผ้าเย็นมาให้ Welcome Drink เป็นน้ำมะนาวอัญชัน ขวดกลมๆ ใสๆ นั่นคือน้ำมะนาวครับ เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดได้ใจ ทำเอาต้องหยีตาด้วยความเปรี้ยวเลยครับ

แขกที่เข้าพักที่นี่จะได้ Tea Set 1 ชุด/การเข้าพัก 1 คืน ซึ่ง Tea Set จะเริ่มให้บริการตั้งแต่ 14.00-17.00 น. หากมาไม่ทันสามารถใช้บริการช่วง Check out ได้ครับ สำหรับของว่างจะมีให้เลือก 2 อย่าง คือ Toast หรือ Waffle เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งครับ

ห้องที่ผมเข้าพักเป็นแบบ Luxe Cabin เรียกง่ายๆ คือ ห้องพักแบบตู้คอนเทนเนอร์ ที่ออกแบบให้เข้ากับคอนเซปของทางรีสอร์ท โดยการนำโครงเหล็กสีดำเข้ามาใช้ในการตกแต่ง ให้อารมณ์เหมือนสะพานข้ามแม่น้ำแควเลยครับ

ภายในค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว นี่ถ้าช่วงที่เดินเข้ามาในห้องแล้วใช้ผ้าปิดตา มาเปิดตาตอนที่อยู่ในห้องแล้ว จะไม่รู้เลยว่าตอนนี้เราอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์ ด้านในมีการบุด้วยไม้ ไม่รู้สึกถึงความร้อนจากตู้คอนเทนเนอร์เลย แถมผนังทั้ง 2 ข้างยังสามารถเปิดเป็นหน้าต่างได้ด้วย เตียงนอนขนาด King size ปลายเตียงนอนมีโซฟาขนาดใหญ่ ไว้ให้นั่งชมวิวแม่น้ำแควน้อยด้วยครับ

ฝาผนังด้านปลายเตียงนอนเป็นกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ทำให้ห้องดูกว้าง ไม่อึดอัดเลย เมื่อเปิดกระจกบานเลื่อนออกมา จะมีชานระเบียงให้ออกมาชมบรรยากาศของแม่น้ำแควน้อยด้วย บอกเลยว่าช่วงเช้าๆ และช่วงเย็นๆ นี่ บรรยากาศสุดยอดเลยครับ แต่ถ้าช่วงสายไปจนถึงบ่ายแก่ๆ คงออกมายืนชมบรรยากาศไม่ไหวเพราะแดดแรงมากๆ ครับ

ที่หัวเตียงนอน ออกแบบไว้สำหรับให้นั่งเขียนหนังสือครับ

ผนังทั้ง 2 ด้านที่อยู่บนหัวเตียงนอน ด้านซ้ายมือจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ตู้เย็น ตู้นิรภัย เครื่องชงกาแฟ ส่วนด้านขวามือจะเป็นที่แขวนเสื้อผ้า ที่ออกแบบแบบง่ายๆ แต่ดูมีสไตล์มากๆ ครับ

ส่วนตรงกลางเป็นพื้นที่สำหรับห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำเองก็แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนกลางจะเป็นอ่างล้างหน้า สามารถใช้อ่างล้างหน้าได้ 2 คนพร้อมๆ กัน

ด้านหลังของอ่างล้างหน้ามีอ่างอาบน้ำ ที่สามารถเปิดหน้าต่างชมวิวหลังห้องได้ด้วย

อเมนิตี้ออกแบบคล้ายๆ หลอดยาสีฟัน กลิ่นหอมเลยทีเดียวครับ

กาแฟมีให้บริการฟรี Minibar มีค่าบริการ แต่น้ำดื่มมีให้ฟรี 4 ขวดครับ

ไอเดียเก๋ๆ กับป้ายที่ใช้ติดหน้าห้อง เป็นแผ่นแม่เหล็กครับ

และที่ถูกใจอีกอย่างคือ keycard ที่ออกแบบเป็นตั๋วรถไฟ โดยรวมแล้วห้องพักดีงามเลยทีเดียวครับ

หลังจากที่สำรวจห้องพักกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบบ้างดีกว่าครับ

จุดนี้เป็นห้องอาหาร The Bridge Bar and Bistro ห้องอาหารออกแบบให้ดูสูงโปร่ง ตั้งเคียงคู่อยู่กับต้นจามจุรีขนาดใหญ่ครับ

ใต้ต้นจามจุรีมี Daybed ให้นอนเล่นเย็นๆ ใจ ริมแม่น้ำด้วยครับ

คำเดียวเลย “ฟิน”

สระว่ายน้ำที่เห็นเป็นสระว่ายน้ำส่วนกลาง ที่แขกทุกคนสามารถมาว่ายน้ำได้ครับ ว่ายน้ำไปชมวิวของแม่น้ำแควน้อยไป มันเกินบรรยายจริงๆ

ดูการออกแบบของที่ล้างตัวก่อนที่จะขึ้น/ลงเล่นน้ำที่สระว่ายน้ำซิครับ เก๋ไก๋ขนาดไหน

มีซุ้มไผ่ด้วย

พื้นที่ในส่วนนี้เป็นพื้นที่ชั้นลอยที่อยู่ในห้องอาหาร The Bridge Bar and Bistro สำหรับให้แขกที่เดินทางมาถึงก่อนเวลา Check in ได้นั่งพักผ่อนครับ แต่ช่วงที่ผมเข้าพัก ทางรีสอร์ทกำลังจัดงานพอดี เลยมีการตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้สดครับ

ทางเดินไปยังโซนห้องพักแบบ XFloat และ XFloat LuXe Cabins ครับ

ภาพมุมสูงครับ

มีรถกอล์ฟไว้ให้บริการด้วย

ไปดูบรรยากาศช่วงพลบค่ำกันบ้างครับ

ช่วงมีแสงว่าสวยแล้ว ช่วงพลบค่ำก็สวยไปอีกแบบครับ

ตู้ไม้ที่เห็น คือห้องน้ำส่วนกลางครับ

โซนของห้องที่ผมพักและวิวจากระเบียงห้องพักครับ

เย็นวันนั้นผมออกไปหาอะไรทานด้านนอกรีสอร์ท ช่วงที่กำลังจะเข้าห้องพัก มีน้องพนักงานแจ้งว่าจะขอมอบไวน์ไว้ให้ผมได้จิบยามค่ำ เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้ลูกค้าไม่สะดวกในการใช้บริการของห้องอาหาร The Bridge Bar and Bistro ซึ่งกำลังจัดเตรียมพื้นที่สำหรับงานเลี้ยงในวันรุ่งขึ้นอยู่ ผมเองก็รู้สึกกระดากใจนิดๆ ที่ออกไปหาอะไรทานด้านนอกรีสอร์ท แต่จะไม่รับก็กระไรอยู่ เกรงว่าทางรีสอร์ทจะเสียน้ำใจ เลยต้องจำใจรับมา อิอิ ต้องขอขอบคุณ X2 มา ณ โอกาสนี้ครับ (อันที่จริงลูกค้าก็สามารถมาใช้บริการอาหารค่ำที่ด้านนอกห้องอาหารหรือจะสั่งมาทานที่ห้องก็ได้ ซึ่ง ณ วันนั้น ทางรีสอร์ทรับผิดชอบโดยการลดค่าอาหารให้ด้วยครับ)

หลังจากจิบไวน์จนเลือดสูบฉีดได้ที่ ก็ล้มตัวลงนอน หัวถึงหมอน หลับไปตอนไหนก็ไม่รู้เรื่องเลยครับ

เช้าวันใหม่ผมตั้งใจจะตื่นมาชมแสงแรก แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะตื่นมาสายโด่ แต่ก็ยังพอได้เห็นแสงสีทองที่โลมเลียผิวน้ำแควน้อยเป็นสีทอง สายหมอกบางๆ ออกมาทักทายที่คุ้งน้ำไกลๆ ครับ

ผมออกมานอนเล่นที่ระเบียงเพื่อรับแสงแรกของวันได้สักพัก ก็ลงไปทานอาหารเช้าครับ

บรรยากาศด้านในของห้องอาหารดูสูง โปร่ง  โดยปกติก็จะไม่มีซุ้มดอกไม้หรอกนะครับ พื้นที่ทานอาหารเช้ามีทั้งแบบ indoor และ outdoor ครับ

หากใครอยากทานมื้อเช้าไปรับอากาศบริสุทธิ์ไป ก็สามารถมาใช้บริการด้านนอกห้องอาหารได้ ผมเองก็เลือกพื้นที่โซนนี้สำหรับมื้อเช้าของผมครับ

อาหารเช้าที่นี่จะเป็นแบบ All-day a la carte มีเมนูให้เลือก 5 เมนู เราสามารถเลือกได้ 1 เมนูครับ

THE WAFFLE” เป็นไข่คนทานคู่กับวาฟเฟิลและแฮม เสิร์ฟมาพร้อมกับสลัดผักครับ  

THE US” เมนูไข่มีให้เลือกว่าจะเป็นออมเล็ท/ไข่คน/ไข่ดาว ทานคู่กับไส้กรอก แฮม หมูบดทอด เสิร์ฟมาพร้อมกับสลัดผักและถั่ว เมนูนี้มีขนมปังและแยมให้ด้วย

ต้องบอกเลยว่าผักสด กรอบ น้ำสลัดอร่อย โดยรวมอาหารเช้าอร่อยดีทีเดียว เสียดายที่จานหลักจานเดียวยังไม่ค่อยอิ่มครับ

แต่ถ้าหากว่ายังไม่อิ่ม ทางรีสอร์ทยังเตรียม Homemade yogurt, ผลไม้บรรจุในกระปุกแก้ว ด้านในมีสับปะรดและแตงโม แช่ในน้ำแข็งเย็นๆ, นมพร้อมซีเรียลและธัญพืชต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดฟักทอง และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ให้ทานกันได้แบบไม่จำกัด ผมเองทานโยเกิตไป 2 กระปุกเลยทีเดียว อร่อยดีครับ นอกจากนี้ยังมี  Sparkling Wine ให้จิบยามเช้าด้วยครับ

หลังอาหารเช้า ยังพอมีเวลาเดินชมบรรยากาศภายในรีสอร์ทอีกสักพัก ต้องบอกเลยว่าที่นี่มีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปเพียบเลยครับ ใครที่กำลังมองหาที่พักเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องราคาของห้องพัก แนะนำว่าลองมาพักที่นี่ดู รับรองว่าจะคุณจะต้องชอบแน่ๆ แถมยังได้รูปสวยๆ ไปอวดเพื่อนๆ จนเพื่อนๆ ต้องแอบอิจฉาคุณอย่างแน่นอนครับ

ตอน Check out พนักงานจะมอบ CD ให้ไว้เป็นที่ระลึกด้วยครับ X2 River Kwai Resort เป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่ได้ใจผมไปเต็มๆ

จากการที่ผมได้สัมผัส X2 River Kwai Resort ในช่วง 1 คืนที่ผ่านมา ผมว่าที่นี่เหมาะกับการพักผ่อนเป็นอย่างมาก  ห้องพักกว้างขวาง เป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน คอนเซปชัดเจน มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายภาพมากมาย บรรยากาศดีเลยทีเดียว ทำเลที่ตั้งอาจจะอยู่ไกลจากตัวเมืองไปสักหน่อย (ราว 12 กม.) หาอะไรทานค่อนข้างยาก รวมถึง Minimart ก็หายาก (อาจจะต้องมาฝากท้องไว้ที่รีสอร์ทเพียงอย่างเดียว) เดินทางเข้ารีสอร์ทช่วงค่ำคงต้องใช้ความระมัดระวังเพราะค่อนข้างเปลี่ยว ภายในรีสอร์ทมีต้นไม้ใหญ่น้อยมาก ช่วงสายไปจนถึงบ่ายแก่ๆ คงต้องนอนพักผ่อนอยู่แต่ภายในห้องพัก เพราะค่อนข้างจะโดนแดดอยู่ตลอดเวลาครับ แต่โดยรวมแล้วถือว่าดีงามครับ   

สำหรับโปรแกรมในวันที่ 2 ผมปักหมุดไว้ที่วัดถ้ำเสือครับ เมื่อพูดถึงวัดถ้ำเสือเมื่อไร ภาพมุมสูงที่ถ่ายองค์พระขนาดใหญ่จะปรากฏว๊าบขึ้นมาในความคิดของผมเสมอ และผมเองก็หมายมั่นปั้นมือว่า สักวันจะต้องไปถ่ายภาพมุมนั้นให้ได้ จริงๆ แล้วผมเคยมาที่วัดถ้ำเสือหลายครั้งมากแล้ว แต่มาถึงในช่วงเช้าแทบทุกครั้ง ทำให้ผมไม่สามารถเดินขึ้นไปยังด้านบนเจดีย์ได้ เนื่องจากบันไดที่จะเดินขึ้นไปยังชั้น 3 ถูกล๊อกด้วยกุญแจ ครับ

วัดถ้ำเสือ อยู่ในอำเภอท่าม่วง จากลานจอดรถ เราสามารถขึ้นไปยังลานด้านบนของวัดได้ 2 วิธี วิธีแรกคือเดินขึ้นบันไดนาค วิธีที่สองคือนั่งรถราง ซึ่งจะเสียค่าบริการไป-กลับ 10 บาท แต่เห็นสภาพรถรางแล้ว ผมขอเดินขึ้นบันไดดีกว่าครับ ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย

ด้วยขั้นบันไดจำนวน 157 ขั้น ทำเอาเหงื่อผมไหลไม่หยุด ด้วยการที่ห่างหายจากการออกกำลังกายไปเสียนาน ทำให้เสียงหายใจเริ่มดังขึ้น ผสานกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นแรงและเร็ว แต่ก็ยังดีที่ตลอด 157 ขั้นผมไม่ได้หยุดพักเลย แต่ก็เล่นเอาหน้ามืดเหมือนกัน (ถ้าหยุดพักก็คงจะอายพวกป้าๆ ที่เดินขึ้นตามหลังผมมาทีละคนสองคน ถ้าโดนป้าๆ แซง คงจะอับอายน่าดู)

ที่ลานด้านบนเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อชินประทานพร พระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุดของเมืองกาญฯ องค์พระประดับประดาด้วยโมเสคสีทองทั้งองค์ ดูงดงามมากๆ ด้านข้างขององค์พระเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์เกศแก้วปราสาท 9 ชั้น องค์พระเจดีย์เป็นสีอิฐทั้งองค์ แต่ละชั้นจะประดิษฐานพระพุทธรูปต่างๆ มากมาย ด้านบนสุดขององค์เจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดียครับ

แต่ละชั้นขององค์เจดีย์ จะมีหน้าต่างเพื่อให้ลมพัดเข้ามาด้านใน และหน้าต่างเหล่านี้แหล่ะ คือสิ่งที่ผมหมายมั่นปั้นมือว่าจะขึ้นมายืน ณ จุดนี้ให้ได้ และรอบนี้ผมก็ได้มายืนตามที่ตั้งใจไว้

มุมนี้แหล่ะที่วาดฝันมานานแล้วว่าจะต้องมาถ่ายภาพมุมนี้ให้ได้ เมื่อมายืนอยู่ ณ จุดนี้ ทำให้มองเห็นหลวงพ่อชินประทานพรตั้งเด่นเป็นสง่าอย่างมาก โดยรอบโอบล้อมด้วยทุ่งนา เสียดายที่ ณ วันที่ผมไป ท้องทุ่งนาได้ถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว หากเป็นช่วงที่กำลังทำนา คงดูสดชื่นเป็นอย่างมาก ไว้โอกาสหน้าคงได้กลับมายืน ณ จุดนี้อีกแน่นอน

ส่วนอีกมุมหนึ่งมองเห็นเจดีย์รูปแบบจีน จำได้ว่าสมัยที่มาวัดถ้ำเสือครั้งแรกเมื่อประมาณกว่า 20 ปีที่แล้ว ได้มาเจอกองถ่ายละคร ไม่แน่ใจว่าเป็นกองถ่ายละครของไทยหรือละครของจีน มาถ่ายทำละครแนวกำลังภายในที่นี่ครับ

จากวัดถ้ำเสือ ผมไปต่อที่ มีนา Café  ร้านกาแฟสุดชิคที่อยู่ไม่ไกลจากวัดถ้ำเสือครับ

ตัวร้านอาจจะไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมาย แต่ทำเลที่ตั้งของ มีนา Café นี่ซิ อย่าให้พูดเลย...

ด้านในร้านตกแต่งแบบเรียบๆ แต่มีสไตล์ครับ

และนี่แหล่ะ วิวที่ผมว่า มองเห็นวัดถ้ำเสือแบบเต็มๆ ตา

ทางร้านได้จัดเตรียมที่นั่งไว้ให้หลายจุดกันเลยทีเดียว ใครที่ไม่ชอบอากาศร้อนก็สามารถนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ในห้องแอร์ได้ หรือถ้าใครอยากใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แต่อาจจะต้องทนกับความร้อนของอากาศสักนิด ก็จะมีเปล รวมถึงกระต๊อบให้ได้นั่งเล่นจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ใจ วิวที่เห็นคือสะพานไม้ทอดตัวไปในนาข้าว จังหวะดีๆ ก็จะเห็นฝูงวัวออกมาเล็มหญ้าอยู่เต็มทุ่งนาเลยครับ

เสียดายช่วงที่ผมไป นาข้าวได้ทำการเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว นี่ถ้ามาช่วงทุ่งนากำลังเขียว คงจะดูสดชื่นขึ้นอีกเยอะเลย หรือหากมาในช่วงที่ข้าวกำลังออกรวง พื้นที่บริเวณนี้คงกลายเป็นทุ่งสีทอง ไม่เป็นไร ไว้โอกาสหน้าค่อยกลับมาล้างตาที่นี่ใหม่อีกที

หลังจากจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ มีนา Café แล้ว ผมมุ่งหน้าสู่ต้นจามจุรียักษ์ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากมีนา Café สักเท่าไร

ต้นจามจุรียักษ์ อยู่ในกองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้มาที่นี่ เห็นครั้งแรกถึงกับตะลึงในความใหญ่โตของต้นจามจุรีต้นนี้จริงๆ กิ่งก้านสาขาแผ่ออกมาโดยรอบ บางกิ่งมีขนาดใหญ่พอๆ กับลำตัวของผมเลยทีเดียว ต้นจามจุรียักษ์ต้นนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว มีขนาดประมาณ 10 คนโอบ ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงฤดูแล้ง จึงทำให้ต้นจามจุรีทิ้งใบไปซะเยอะ โดยรอบมีร้านค้าเล็กๆ ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวด้วยครับ

อย่างที่เกริ่นในตอนแรกว่า ทริปนี้จุดประสงค์หลักคือการมาพักผ่อน ไม่เน้นเที่ยว จบจากต้นจามจุรียักษ์แล้วเลยขอไปพักผ่อนนอนเล่นริมน้ำที่ที่พักดีกว่า ซึ่งที่พักในคืนที่สองนี้ผมเลือกเข้าพักที่ Mstay by the River อีกหนึ่งรีสอร์ทที่อยู่ติดแม่น้ำแควใหญ่

Mstay by the River อยู่ไม่ห่างจากตัวเมือง แถมยังใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก สวนน้ำ West Wonder Waterpark รวมถึงแหล่งของกินต่างๆ อาจจะดูว่าที่นี่อยู่ใกล้แหล่งชุมชนแล้วจะไม่ได้รับความเป็นส่วนตัว เสียงดังอึกทึก แต่เปล่าเลย ที่นี่กลับเงียบ มีความเป็นส่วนตัวมากๆ ครับ

เมื่อขับรถเข้ามาด้านใน ด้านขวามือจะเป็นโรงจอดรถ ผมมาสะดุดตากับรถเก่า 2 คันนี้ ดูคลาสสิคมาก เห็นเก่าๆ แบบนี้ ยังใช้งานได้อยู่นะครับ

ตึกสีส้มด้านซ้าย ชั้นล่างเป็น Lobby ส่วนด้านบนเป็นที่พัก และตึกสีเขียวด้านขวามือ ก็เป็นที่พักเช่นเดียวกัน ผมเองพักตึกสีเขียวครับ

Lobby เป็นแบบง่ายๆ

ด้านข้างของ Lobby เป็นมุมทานอาหารครับ

หรือถ้าใครอยากจะมาทานอาหารด้านนอกก็ได้ พื้นที่ส่วนนี้จะอยู่ติดแม่น้ำแควใหญ่เลยครับ

สระว่ายน้ำส่วนกลางของที่นี่เป็นระบบสระน้ำเกลือครับ ทำให้ไม่ระคายเคืองต่อผิวครับ

บรรยากาศภายในรีสอร์ทร่มรื่นเลยทีเดียวครับ

ไปดูห้องที่ผมพักกันดีกว่า ห้องที่ผมพักออกแบบในโทนสีน้ำตาล ดูขรึมดีครับ เตียงนอนขนาด 5 ฟุต มีโซฟาเล็กๆ ไว้ให้นั่งเล่นด้วย ภายในห้องเป็นพื้นไม้ปูพรม มีประตูเล็กๆ เพื่อให้ออกไปยืนชมวิวที่ระเบียงด้วย

ห้องน้ำแยกส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยตู้อาบน้ำ มีการนำขาจักรเย็บผ้ามาร่วมตกแต่งอ่างล้างหน้า เก๋ดีครับ

ผมได้มีโอกาสคุยกับคุณเอ๋ เจ้าของรีสอร์ทแห่งนี้ คุณเอ๋เล่าว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดภายในรีสอร์ท จะไม่ใช้สารเคมีเลย แต่จะเลือกใช้สารจากชีวภาพครับ 

ภาพมุมสูงของรีสอร์ท ถ้ามองดีๆ จะเห็นสวนน้ำ West Wonder Waterpark อยู่ใกล้ๆ เลยครับ

ทำเลที่ตั้งติดแม่น้ำแควใหญ่ ระหว่างวันจะได้ยินเสียงเรือวิ่งไปมา ให้บรรยากาศแบบพื้นบ้านดีจริงๆ

Mstay by the River เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับคนที่กำลังหาที่พักริมน้ำ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองกาญจนบุรี รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างสะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือสุสานพันธมิตร เมื่อได้เข้ามาในบริเวณรีสอร์ท ให้ความรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว เสมือนได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน ที่นี่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับต้นๆ ผลิตภัณฑ์เกือบทุกอย่างงที่ใช้ใน Mstay จะปลอดจากสารเคมี และใช้สารสกัดจากชีวภาพแทน อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมเลือกเข้ามาใช้บริการที่นี่ คือการให้บริการ หากใครมาเที่ยวหรือมาพักผ่อนที่เมืองกาญจนบุรี ผมว่า Mstay by the River เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจจริงๆ ครับ

ปิดท้ายค่ำนี้ ผมมีโปรแกรมไปเดินเล่นที่ ถนนคนเดินปากแพรก ซึ่งจะมีเฉพาะวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 21.00 น. พิกัดหาไม่ยากครับ อยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีขนส่งกาญจนบุรีเลยครับ

นอกจากจะเดินเล่นบริเวณถนนคนเดินแล้ว เรายังสามารถชมสถานที่สำคัญของเมืองกาญฯ ไปพร้อมๆ กันได้ด้วย เช่น ซากประตูเมืองและอนุสาวรีย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3)  ครับ

รวมถึงศาลหลักเมืองด้วย

สินค้าที่มีขายในถนนคนเดิน มีทั้งของสด ของแห้ง ของกิน ของใช้ หลากหลายเลยทีเดียว ที่เด่นๆ เห็นจะเป็นของกิน บางอย่างก็เป็นของกินแบบโบราณ รวมถึงผักผลไม้สดๆ ที่มีวางจำหน่ายตลอดความยาวของถนนประมาณสัก 400-500 เมตรได้ครับ หากวันเสาร์ ใครมาพักในตัวเมืองกาญจนบุรี ช่วงแดดร่มลมตก ลองมาเดินเล่นที่ถนนคนเดินปากแพรกดูนะครับ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับ

สำหรับโปรแกรมวันสุดท้าย ผมวางแผนที่จะไปส่องสัตว์ที่ สวนสัตว์เปิด ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์ ครับ

สวนสัตว์เปิด ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์ อยู่ในเขต อ.บ่อพลอย เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. บรรยากาศด้านหน้าอาจดูแล้งๆ หน่อย แต่ก็ดูสมกับบรรยากาศซาฟารีครับ

เมื่อขับรถเข้าไปด้านในจะพบกับจุดจำหน่ายตั๋ว ค่าตั๋วขั้นพื้นฐาน ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 120 ซ.ม. 100 บาท เด็กที่สูงไม่เกิน 90 ซ.ม. เข้าชมฟรีครับ ติดกับที่จำหน่ายตั๋วจะเป็นที่จำหน่ายอาหารสัตว์ อาหารสัตว์ที่วางจำหน่ายจะเป็นแครอทฝานเป็นชิ้นบางๆ ใส่ไว้ในตะกร้า จำหน่าย 4 ตะกร้า 100 บาทครับ

200 บาท นักท่องเที่ยวสามารถทำอะไรได้บ้าง?

  1. เข้าชมเขตซาฟารี ซึ่งด้านในจะแบ่งเป็น 8 โซน ประกอบด้วย กวางฟลอโลว์สีแฟนซี, หมีควาย, แบล๊คบัคและเนื้อทราย, เสือโคร่ง, สิงโตแอฟริกา, เสือดาว, กวางดาวอินเดีย กวางฟลอโลว์สีขาว นกอีมู และโซนสุดท้ายคือ ยีราฟ ม้าลาย นกกระจอกเทศ และนกฟลามิงโก้
  2. ชมการแสดงจระเข้
  3. ชมการแสดงช้าง

เมื่อตั๋วพร้อม อาหารสัตว์พร้อม ก็ลุยครับ

การจะเข้าไปชมด้านในนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี วิธีแรกคือใช้รถส่วนตัวขับเข้าไปด้านใน แต่ถ้าหากว่ารถได้รับการขูดขีดจากสัตว์ต่างๆ ทางสวนสัตว์จะไม่รับผิดชอบใดๆ (คิดค่าเข้าตามจำนวนคนที่อยู่ในรถ ไม่คิดค่ารถ) และอีกวิธีคือ นั่งรถมินิบัสที่ทางสวนสัตว์จัดเตรียมไว้ให้ (ฟรี) รถมินิบัสเป็นรถมินิบัสติดแอร์แต่เปิดหน้าต่างครับ

โซนแรกเป็น กวางฟลอโลว์สีแฟนซี กวางดูจะผอมๆ หน่อย และสภาพขนดูเหมือนจะไม่ค่อยสมบูรณ์ พอรถมินิบัสขับมาจอด เจ้ากวางก็วิ่งออกมารอต้อนรับ พร้อมกับมองด้วยแววตาละห้อย ผมเองตั้งใจที่จะซื้ออาหารไปให้ยีราฟกิน แต่พอเห็นแววตาของน้องกวางแล้วก็อดที่จะหยิบแครอทป้อนให้ไม่ได้ครับ

โซนต่อไปเป็นหมี เห็นนอนขี้เกียจอยู่ในบ้าน ไม่ยอมออกมาต้อนรับเลย

โซนเสือโคร่งครับ เสือตัวใหญ่ ดูไม่ตื่นกลัวนักท่องเที่ยวเลย

โซนเสือดาว ดูปราดเปรียวดีจริงๆ เห็นแล้วอยากจะไปลูบหัวเล่นจัง

สิงโตแอฟริกา เจ้าตัวนี้ตัวใหญ่มาก นอนแบบไม่กลัวอะไรเลย นี่ขนาดรถไปจอดเทียบข้าง ยังไม่ตื่นกลัวใดๆ เลย

และโซนนี้ คือโซนที่ผมว่านักท่องเที่ยวทุกคนเฝ้ารอ นั่นคือโซนยีราฟครับ เพียงรถแล่นเข้าเขตยีราฟ เจ้ายีราฟฝูงใหญ่ก็มารุมต้อนรับ

เป็นโซนที่นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับสัตว์ในซาฟารีมากที่สุดแล้วครับ

ยีราฟเชื่องมากๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ลูบหัว ได้ถ่ายรูปคู่กันอย่างสนุกสนาน เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากนักท่องเที่ยวได้อย่างมาก ไม่ใช่เพียงแต่เด็กที่ตื่นเต้น ผู้ใหญ่อย่างผมก็ตื่นเต้นไม่น้อยเหมือนกัน นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสลูบหัวเจ้ายีราฟ เวลาที่มันยื่นหน้ามาขออาหาร มันจะแลบลิ้นอันยาวตวัดแครอทเข้าปาก ขนของยีราฟดูสะอาดและสมบูรณ์เลยทีเดียวครับ

ในโซนเดียวกันนี้ก็จะมีฝูงม้าลายมาแจมด้วย ผมเพิ่งจะเคยเห็นม้าลายในระยะประชิดตัวก็ครั้งนี้ เห็นแล้วอยากจะลงไปกอดซะจริงๆ ชอบลวดลายบนตัวของม้าลายจังครับ

โซนนี้ถือเป็นโซนสุดท้ายสำหรับการนั่งรถท่องซาฟารีครับ

รถมินิบัสพามาจอดอีกโครงการหนึ่ง โครงการนี้จะคล้ายๆ กับสวนสัตว์ครับ โซนนี้จะให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมกันเองตามอัธยาศัย แต่ก่อนอื่น ขอไปดูโชว์จระเข้ก่อนเพราะใกล้เวลาแสดงแล้วครับ

ด้านหน้าของลานแสดงโชว์จระเข้ครับ

การแสดงโชว์จระเข้ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หมอจระเข้โชว์ความหวาดเสียวหลายอย่าง ตั้งแต่นอนบนหลังจระเข้ เอามือเข้าไปในปากจระเข้ คาบธนบัตรใส่ลงในปากจระเข้ และจบด้วยการเอาหัวของหมอจระเข้ยื่นเข้าไปในปากของจระเข้ เรียกเสียงปรบมือจากนักท่องเที่ยวกันเกรียวเลยครับ

จากนั้นไปชมการแสดงช้างกันต่อ มีการแสดงยกซุง ช้างตีกอล์ฟ ชิงช้างวงช้าง ช้างข้ามคน ผมว่าการแสดงช้างสั้นไปสักนิดครับ

สำหรับตารางการแสดง คงต้องไปเช็คเวลาอีกทีที่หน้างานนะครับ เพราะอาจจะมีการปรับเปลี่ยนบ้าง อย่างช่วงที่ผมไป บนตารางการแสดงมีการโชว์สุนัขด้วย แต่เห็นมีการขีดฆ่าการแสดงโชว์สุนัขไป เลยมีเหลือให้ชมแค่ 2 โชว์ครับ

จบจากการชมการแสดงทั้ง 2 ก็สามารถมาเดินชมสัตว์ที่อยู่ตามกรงต่างๆ ต่อได้ เมื่อเดินดูกันจนครบทุกกรงแล้ว ก็กลับมารอรถมินิบัส ณ จุดที่เราลงรถครับ

นอกจากนี้ ยังมีโซนสำหรับให้เราได้ทำกิจกรรมกับสัตว์ต่างๆ เช่นป้อนนม ถ่ายรูปคู่กับเสือ หรือจูงเสือเล่น แต่กิจกรรมต่างๆ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มนะครับ

ผมใช้เวลาในสวนสัตว์เปิด ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์ ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป ซึ่งจะเป็นจุดหมายสุดท้ายในเขตพื้นที่กาญจนบุรีครับ

ผมมาปิดทริปเมืองกาญจนบุรีที่วัดทิพย์สุคนธาราม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์ ครับ

วัดทิพย์สุคนธาราม ตั้งอยู่ใน อ.ห้วยกระเจา สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของวัดนี้เห็นจะเป็น “พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถ คันธารราฐอนุสรณ์” พระพุทธรูปปางขอฝนเนื้อสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูงถึง 32 เมตร ว่ากันว่าใครที่ได้มากราบไหว้จะทำให้ชีวิตพบแต่ความร่มเย็นเป็นสุขดังแผ่นดินที่ได้รับสายฝนครับ

พื้นที่ภายในถูกจัดแต่งอย่างสวยงาม ดูจากแนวการตกแต่งก็พอเดาได้ว่าสวนนงนุชเป็นผู้ดูแลการตกแต่งสวนครับ ภายในวัดยังไม่มีต้นไม้ใหญ่มากนัก จึงทำให้ไม่ค่อยมีร่มเงาบังแดดครับ

จากวัดทิพย์สุคนธารามผมใช้เส้นทาง ผ่าน อ.อู่ทอง เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านที่ลพบุรี ช่วงระหว่างที่ผ่าน อ.อู่ทอง นึกขึ้นมาได้ว่า ที่ อ.อู่ทอง มีพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผา เลยรีบจับ Google Maps โดยทันที

จากถนนใหญ่เข้าไปไม่ไกลมากนัก ก็จะพบกับองค์พระพุทธรูปแกะสลักขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้แกะสลักจนมองเห็นเป็นรูปองค์พระพุทธรูปแล้วครับ

พระพุทธรูปที่เห็นมีชื่อว่า พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ หรือ หลวงพ่ออู่ทอง ถูกสลักอยู่บนหน้าผามังกรบิน ภายในเหมืองหินเก่าที่หมดสัมปทานไปแล้ว องค์พระมีความสูง 108 เมตร ฐานกว้าง 88 เมตร หน้าตักกว้าง 65 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ

ด้านหลังองค์พระมีการเจาะช่องเป็นอุโมงค์หินให้เป็นถ้ำลึกประมาณ 20 เมตร ภายในอุโมงค์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงพระแม่ธรณีบีบมวยผมด้วย หากใครผ่านไปผ่านมาที่อำเภออู่ทอง ลองแวะเข้าไปชมความยิ่งใหญ่ของหลวงพ่ออู่ทองดูนะครับ ไปร่วมทำบุญเพื่อสร้างองค์พระ เป็นสิริมงคลกับชีวิตด้วยครับ ถนนหนทางที่เข้าไปก็ไม่ลำบากครับ

นับเป็นอีกหนึ่งทริปสั้นๆ ที่ผมได้ใช้เวลาในช่วงวันหยุดไปกับการพักผ่อนที่คุ้มค่าจริงๆ หากวันหยุดพักผ่อนนี้ ใครยังหาที่เที่ยวไม่ได้ ลองตามรอยผมไปเที่ยวดูนะครับ ได้ทั้งส่องสัตว์ เที่ยววัด ตามรอยประวัติศาสตร์ แล้วไปนอนพักริมน้ำ จบได้ในที่เดียว ที่เมืองกาญจนบุรีครับ

เข้าไปติดตามผลงานและให้กำลังใจ หรือใครมีข้อสงสัยที่จะซักถาม ยินดีเลยนะครับ ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt/

ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณ X2 River Kwai Resort ที่มอบ Voucher ให้กับ theTripPacker เพื่อมาแจกให้แฟนเพจได้ร่วมสนุกกันครับ