ค้นหาและแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวในไทย ลงทะเบียน เข้าสู่ระบบ
 
ที่แห่งนี้มีอะไร ใครๆก็มา ปาย ปางอุ๋ง ห้วยน้ำดัง สวนป่าตามพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)
    • โพสต์-1
    winny •  ธันวาคม 25 , 2558

    ที่แห่งนี้มีอะไร ใครๆก็มา ปาย ปางอุ๋ง ห้วยน้ำดัง

    เริ่มต้นการเดินทางจากเชียงใหม่....เราพักแถวถนนนิมมานต์ ขับโดยใช้เส้น 121 ถนนรอบเมืองเชียงใหม่ เพื่อไปเข้าเส้น 107 ผ่านอ.แม่ริม ขับต่อไปสักระยะจะมีป้ายบอกไปปาย ให้เลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าเส้น 1095 ระยะทางไปถึงปายประมาณ 132 กิโล เส้นทางเป็นโค้งซ้ายโค้งขวาตลอด ใครใคร่พกยาดม ยาอม   มะขามเปรี้ยวๆไปเป็นตัวช่วยก็ไม่ว่ากัน  หรือถ้าคิดว่าเมารถแน่ๆ ก็กินยาแล้วหลับไปยาวๆน่าจะดีกว่า โชคดีเราไม่เป็นไรไม่งั้นคงจะทรมานน่าดู วันที่ไปรถไม่เยอะขับสบาย ใช้เวลาขับรถสองชั่วโมงนิดๆ เส้นทางใช้ตามในรูปเลยค่ะ

    เมื่อเริ่มเข้าใกล้ปายก็เริ่มเห็นร้านกาแฟเป็นระยะๆ จากนั้นสะพานประวัติศาสตร์ท่าปายสีเขียวผ่านมาแบบไม่ทันตั้งตัว ขับรถผ่านไปฟิ้ววว อ้าว!!! นี่มันสะพานนี่นา ต้องจอดรถเลยสะพานไปหน่อย 
    แล้วเดินย้อนกลับมาเที่ยวสะพานกันค่ะ

    สะพานประวัติศาสตร์ปาย หรือ สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย อยู่ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 88 
    สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเพราะอยู่ติดถนน สะพานนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทหารประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้ข้ามแม่น้ำปายและลำเลียงเสบียงและอาวุธเข้าไปยังประเทศพม่า แต่เดิมนั้นเป็นสะพานไม้ ภายหลังสงครามสิ้นสุด ทหารญี่ปุ่นถอยทัพกลับได้เผาทำลายสะพานไม้ทิ้ง ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2516 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ สะพานถูกน้ำพัดหายไป ทางอำเภอจึงได้ขอสะพานเหล็ก "นวรัฐ" เดิมของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นไม่ได้ใช้การแล้วมาใช้ทดแทน ซึ่งก็คือ "สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย" ในปัจจุบัน 
    (ที่มา http://www.teeteawthai.com)

    แวะเดินเที่ยว ถ่ายรูปกันประมาณครึ่งชั่วใมงแล้วไปต่อ ใช้ถนนเส้นเดิมเลยอีกประมาณสิบกิโลนิดๅก็ถีงตัวอ.ปายค่ะ แวะทานข้าวกลางวันให้เรียบร้อยแล้วไปเที่ยวหมู่บ้านสันติชลกัน 

    หมู่บ้านสันติชล ตั้งอยู่ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวอำเภอปาย 4.5 กิโล 
    เป็นชุมชนท่องเที่ยวที่นำเสนอเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ของชาวจีนยูนนาน บรรยากาศในหมู่บ้านจำลองเหมือนเราได้ก้าวเข้ามาสู่ประเทศจีน เนื่องจากลักษณะของการตกแต่งสถานที่จะเป็นสไตล์จีนยูนานทั้งหมด มีสัญลักษณ์สำคัญของหมู่บ้าน คือมังกรเลื้อยพันเสาที่ตั้งอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ ด้านหน้าก้อนหินมีอักษรภาษาจีน

    มีชิงช้าขนาดใหญ่นี้ แต่เดิมเป็นเครื่องเล่นของชาวจีนยูนนาน ใช้เล่นเพื่อความสนุกสนานและสามัคคี 

    ภายในหมู่บ้านมีบ้านดินสีส้มสดใสตั้งเรียงราย เป็นร้านของต่างๆเช่น รองเท้า เสื้อผ้า ชา  ผลไม้ดองและอบแห้ง อาหารแปรรูป ของที่ระลึก

    เดินลึกเข้าไปด้านใน จะมีบ้านดินหลายๆหลังสร้างจำลองเป็นหมู่บ้านเล็กๆมีสนามหญ้า กังหันไม้และเกี้ยวจำลอง ไม่แน่ใจว่าส่วนนี้คือส่วนที่เปิดเป็นที่พักหรือเปล่านะคะ ด้านหลังมีกำแพงเมืองจีนจำลองด้วย แต่เราเดินเข้าไปไม่ถึงค่ะ แดดแรงอากาศร้อนมาก มาที่นี่ต้องไม่พลาด ขาหมูหมั่นโถวยูนนาน เป็นของขึ้นชื่อของสันติชลเลยค่ะ

    บรรยากาศรวมๆของหมู่บ้านสันติชลสวยดี บ้านดินสีส้มสดตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าเข้มๆ แจ่มเลยค่ะ ด้านหลังมีแปลงดอกบัวตองเล็กๆด้วย

    เดินได้สักพักก็หมดแรง แดดร้อนมากค่ะ เข้าที่พักไปพักเอาแรงไว้เดินเที่ยวปายคืนนี้ดีกว่า 
    จากหมุ่บ้านสันติชลเราขับรถย้อนกลับไปเส้นทางเดียวกันกับตอนมาอีกสามกิโล เราพักกันที่ มาริปาย 
    รีสอร์ทอยู่ห่างจากถนนคนเดินประมาณ 3 กิโล แต่มีรถรับส่งให้ ถ้ามาพักที่นี่ขี้เกียจไปวุ่นวายหาที่จอดรถเพื่อไปเที่ยวถนนคนเดิน ก็ใช้บริการรถรับส่งของรีสอร์ทได้ สะดวกดี

    รีสอร์ทนี้น่ารักดีค่ะ ห้องพักจะสร้างลดหลั่นกันไปบนเนินเขา มองเห็นวิวและบรรยากาศงามๆ

    เราพักบ้านรังนก ที่พักเล็กๆกระทัดรัด ราคาคืนละ 2,200 บาท รวมอาหารเช้า ถ้าจองผ่าน booking หรือ agoda จะได้ราคาถูกกว่านิดหน่อยแต่ไม่รวมรถรับส่งถนนคนเดิน เราขี้เกียจขับรถไปหาที่จอดรถ 
    เลยเลือกจองตรงกับรีสอร์ทเพื่อใช้สิทธิรถรับส่ง บ้านรังนกเป็นแบบนี้ค่ะ

    จุดเด่นของมาริปายคือต้นนี้

    บรรยากาศรอบๆและที่พักแบบอื่นค่ะ

    พอท้องฟ้าเริ่มมืด รีสอร์ทเปิดไฟ งามเลย

    หกโมงเย็น โปรแกรมตะลุยถนนนเดินก็เริ่มต้น รถของรีสอร์ทขับไปส่งใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที 
    นัดแนะจุดรับส่งกันเรียบร้อยก็ลุย จากถนนเงียบเหงาๆ ตอนกลางวัน พอแสงอาทิตย์ลับของฟ้า ความครึกครื้นก็เริ่มขึ้น

    แสงไฟ ผู้คน ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ร้านของกิน ร้านของที่ระลึก เรียงรายเต็มถนน คนเดินกันขวักไขว่ 
    จากอากาศร้อนแทบแย่ตอนกลางวันกลับหนาวเย็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ 555 และเราก็ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวใดๆมา แทบแย่ค่ะ ลมพัดมาทีขนลุกเกรียวววว มาๆ ชมถนนคนเดินกัน (ร้านขายเสื้อเยอะที่สุด เลือกไม่ถูกเลย จะซื้อร้านไหนดี)

    เดินไปเรื่อยๆ กินนู่นกินนี่อย่างนิดละหน่อย มาติดใจข้าวปุกงาดำ ซื้อกินไปสามรอบ ชอบมาก ทำมาจากข้าวเหนียวดำนึ่งผสมกับงาดำ คลี่ออกปิ้งไฟอ่อนๆ แล้วโรยน้ำตาล งาดำ นมข้น วางบนใบตอง หวานๆเหนียวๆหอมๆ อร่อยอ่ะ (โอ๊ย พิมไปแล้วคิดถึง อยากกิน)

    ลองชิมยำหมี่ยูนนาน เพราะเห็นคนพื้นที่มาซื้อกันเยอะ รสชาติแปลกดี เส้นมันเย็นๆ ใส่พริกเผา ถั่วลิสง บอกไม่ถูก ต้องลองนอกจากเดินชมตลาดแล้วเราก็เดินหาวันเดย์ทริปไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ห้วยน้ำดังเช้าวันพรุ่งนี้ด้วยค่ะ 
    จริงๆเส้นทางจากที่พักไปห้วยน้ำดังประมาณ 30 กิโล สามารถขับรถไปเองก็ได้ แต่เราคุยกันแล้วว่าระยะที่มาเป็นโค้งเยอะ ขับกลางคืนมันมืดและไม่คุ้นทางคนขับก็เกร็งและเครียด ตัดความกังวลด้วยการซื้อวันเดย์ทริปไปเลยดีกว่า เราไม่ได้จะไปเที่ยวไหนไปห้วยน้ำดังที่เดียวแล้วกลับเลย เดินถามหลายร้านโดยระบุว่าต้องการไปรถปิ๊กอัพ ไม่เอารถตู้ ต่อรองไปมาไปได้เจ้าที่โอเคสุด เป็นรถ 4W อยู่ที่คนละ 300 บาท แอบเสียดายอ่ะแพงเหมือนกัน แต่คนขับของเราดูล้าๆเลยตัดใจค่ะ ทางทัวร์บอกว่าถ้าเป็นวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ จะหาง่ายกว่านี้เพราะคนไปกันเยอะ แต่เราไปวันธรรมดากลางสัปดาห์คนน้อยต้องหาคนหารให้ครบสี่คน ไม่งั้นก็ต้องไปกับทัวร์ที่เป็นรถตู้ ซึ่งเราพยายามเลี่ยงเพราะกลัวอึดอัดและเมารถ 
    นับว่ายังดีที่เจออีกสองคนไปเหมือนกัน ตกลงเรียบร้อยจ่ายเงินเต็มจำนวน ได้ใบเสร็จกลับมาไว้แสดงกับคนขับ นัดกันตีห้าหน้ารีสอร์ท สบายใจละได้ไปห้วยน้ำดัง

    เช้าวันรุ่งขึ้นตีห้า แงะตัวเองออกมาจากที่นอน ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลุยเลย เช้านี้อากาศหนาวขึ้นกว่าหลายๆวันที่มา

    ตีห้าตรงเป๊ะรถปิ๊กอัพคุณลุงก็มาถึงหน้ารีสอร์ท กระโดดขึ้นรถ ทักทายกับผู้ร่วมทางอีกสองคนที่ไปด้วยกัน แล้วนั่งอึนๆหนาวๆง่วงๆไปอีกเกือบชั่วโมง ดีละที่ไม่ขับรถมาเอง ทั้งง่วงและเมื่อยขาสุดๆ คุณลุงขับรถดีมาก ขับนุ่มนวล ไม่ปาดไม่ตัดโค้ง ใจเย้นเย็น ขับเซฟกว่าตาคนที่ขับมาตลอดทริปซะอีก 555 

    เส้นทางจากมาริปายไปห้วยน้ำดังค่ะ

    มาถึงห้วยน้ำดังตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้า นัดเวลากลับกับลุงไว้แปดโมง จากนั้นก็เดินซึมซับอากาศเย็นๆ  วิวงามๆ รอชมพระอาทิตย์ขึ้น ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้เจอทะเลหมอกอลังการเหมือนในรูปที่เคยดูมา แต่ห้วยน้ำดังก็ยังสวยงาม ยิ่งพอแสงสีส้มค่อยๆปรากฏขึ้นที่ริมขอบฟ้า ค่อยๆไล่เฉดจากเข้มไปจนอ่อนจาง 
    จากนั้นพระอาทิตย์ดวงกลมโต ก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้าช้าๆ ภาพตรงหน้าสวยแทบลืมหายใจ

    เพียงพริบตาเดียว ท้องฟ้าก็ค่อยๆสว่าง ภาพรอบตัวชัดเจนขึ้น วิวตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนแต่ก็สวยงามไปอีกแบบนึงค่ะ พอแดดแรงก็สู้ความร้อนไม่ไหว สุดท้ายมานั่งรอเวลากลับตอนแปดโมงที่อาคารพักนักท่องเที่ยวด้านบน บังเอิญได้เจอกับอีกสองคนที่มาด้วยกัน คุยกันไปคุยกันมาชวนกันกลับตั้งแต่เจ็ดโมง 555 ลงมาที่รีสอร์ทแดดกลับไม่มี แถมมีหมอกลงอีกทำให้บรรยากาศรอบๆรีสอร์ท สวยงามแบบที่เห็นเลยค่ะ อากาศเย็นๆ หมอกจางๆ ฟินนน กินข้าวเช้าเสร็จออกมาถ่ายรูปร้านกาแฟชื่อดังของปาย ร้านอยู่ใกล้ๆกับรีสอร์ทเลยค่ะ



     

     

    • โพสต์-2
    winny •  ธันวาคม 25 , 2558

    ปางอุ๋ง สวรรค์บนดินที่สัมผัสได้ด้วยตา

    จากปายเราจะไปปางอุ๋งค่ะ เราโทรจองที่พักที่ บ้านรวมไทยเกสเฮาส์ ไว้ล่วงหน้าแล้วประมาณสี่เดือน 
    บ้านรวมไทยเกสเฮาส์เป็นที่พักของโครงการในพระราชดำริ อยู่ริมอ่างเก็บน้ำเลย หลังจากโทรจองได้แล้ว ต้องโอนเงินจองเต็มจำนวน วันเข้าพักให้นำใบจองเข้ามารับคูปองสำหรับเข้าที่พักที่ศูนย์ศิลปาชีพแม่ฮ่องสอนในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนก่อน ขับรถออกจากปายประมาณสิบโมงเช้า วิ่งโดยใช้เส้นทางเดิม 1095 เพื่อเข้าเมือง ระยะทางประมาณ 112 กิโล ดูเหมือนไม่ไกลมาก แต่โค้งนี่ยอมจริงๆ คือคิดว่าทางจากเชียงใหม่มาปายโค้งเยอะแล้ว แต่จากปายไปแม่ฮ่องสอนโค้งหนักกว่าอีกค่ะ นั่งไปก็คิดไปตลอดทาง นี่ถ้าบ้านชั้นอยู่จ.นี้ ชั้นต้องแย่แน่ๆ แล้วคนที่ต้องขับไปมาบ่อยๆเค้าทำได้ไงกัน นี่มันทรมานชีวิตมากเลยนะเนี่ย บ่นมั่งไรมั่งตลอดเวลา 555 ยอมใจให้คนแม่ฮ่องสอนเลยจริงๆ คุณสามารถมากกก

    พอใกล้ถึงแม่ฮ่องสอนจะมีแยกขวามือเพื่อไปปางอุ๋ง แต่เราต้องขับเลยไปก่อนเพื่อรับบัตรเข้าพัก (แอบยุ่งนิดๆ) คิดซะว่าได้เข้าไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน ละกันเนอะ ระยะทางจากจุดแยกปางอุ๋งไปตัวเมืองประมาณ 20 กิโล นั่นหมายถึงเราจะต้องบวกระยะทางขับรถไปกลับประมาณ 40 กิโลนั่นแหละค่ะ 
    ศูนย์ศิลปาชีพแม่ฮ่องสอน อยู่ถนนขุนลุมประพาส สถานที่ใกล้เคียงก็มีสถานีตำรวจภูธรแม่ฮ่องสอน วิทยาลัยการอาชีพ ขับรถเข้าไปจอดด้านในแล้วเข้าไปถามจนท.ของศูนย์เพื่อรับบัตรเข้าพักได้เลย ได้บัตรเรียบร้อยไหนๆก็เข้ามาถึงแม่ฮ่องสอนทั้งที ขอไปไหว้พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอนกันสักนิดดีกว่า 

    พระธาตุดอยกองมู ตั้งอยู่บนดอยกองมู ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพียง 3 กิโล 
    เดินทางโดยแยกจากทางหลวงสาย 108 ตรงบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชา ขึ้นไปทางซ้ายมือ เป็นทางลาดยางขึ้นภูเขา อีกประมาณ 1.5 กิโล ก็จะถึงบริเวณวัด ภายในวัดประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของ พระโมคคัลลานะ เถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดยพระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก 

     (ที่มา http://www.paiduaykan.com/76_province/north/maehongson/phrathatdoikongmu.html

    องค์เจดีย์สีขาว ตัดกับฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีครามสด นี่สวยจริงๆค่ะ ด้านบนวัดพระธาตุมีจุดชมวิวที่มองเห็นภูมิประเทศและตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจน ไหว้พระ ชมวิวเรียบร้อยเดินทางต่อ ไปปางอุ๋งกันได้แล้ว จากพระธาตุขับรถประมาณชั่วโมงนึง ด้วยระยะทาง 46 กิโล ช่วงท้ายๆทางเล็กและแคบสวนกันยาก ระมัดระวังกันด้วยนะคะ
    ปางอุ๋ง มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดำริปางตอง 2” เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันตราย อยู่ติดแนวชายแดนพม่ามีกองกำลัง ต่างๆ มีการขนส่งและปลูกพืชเสพติด รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่เพื่อตัดไม้ทำลายป่าอยู่เสมอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีนาถจึงมีพระราชดำริให้รวบรวมราษฎรชนกลุ่มน้อยบริเวณนั้น 
    และพัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ โดยมีพระราชประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงแนวชายแดน พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้นและฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน (ที่มาเดียวกับด้านบนค่ะ)  ไปถึงก็นำบัตรเข้าพักไปให้น้องทหารที่ประจำการอยู่ น้องจะพาไปบ้านพักพร้อมกับแจ้งเวลาเปิดปิดไฟ แต่เราจำไม่ได้แล้วขอโทษทีค่ะ ห้องพักอยู่ด้านข้างอ่างเก็บน้ำ สร้างแบบเรียบง่ายมีห้องน้ำในตัว บรรยากาศและทัศนีย์ภาพดีเชียว นอกจากบ้านพักเป็นหลังๆ ก็มีเต๊นท์ให้บริการด้วย อยู่ใกล้ๆกันถัดไปนิดเดียวน้องหงส์พระราชทานเจ้าถิ่น เห็นแค่ตัวเดียวอีกตัวไม่รู้อยู่ไหนค่ะ ช่วงเย็นอากาศดี เดินเล่นริมอ่างเก็บน้ำกันค่ะ ออกไปเดินเล่นที่หมู่บ้านชาวเขา โดยเดินย้อนกลับไปตรงถนนเข้ามา ตรงนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆมีที่พักโฮมสเตย์หลากหลายแบบ ถ้าจองบ้านรวมไทยไม่ทันหรือไม่ชอบใจก็สามารถเลือกพักที่นี่ได้ค่ะ 


    หมู่บ้านเล็กๆ เงียบๆ คงเพราะเป็นวันธรรมดาคนเลยไม่เยอะ นอกจากที่พักก็มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก 

    ทีเด็ดคืออันนี้ค่า ถั่วเหลืองบดละเอียดทำเป็นเส้นมาทอด มองแว้บแรกนึกว่าเฟรนฟรายด์ กินตอนทอดเสร็จใหม่ๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว เราฝากท้องมื้อเย็นที่นี่ จิบชา ส่งโปสการ์ดแล้วเดินกลับไปนอน ขากลับนี่มืดสุดๆ ยังไงพกไฟฉายหรือมือถือมาส่องทางด้วยนะคะ
    และแล้วเวลาเช้าก็มาถึง เราเดินเลาะอ่างเก็บน้ำขึ้นไปด้านบน เพื่อมองย้อนกลับมาชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนืออ่างเก็บน้ำ ท้องฟ้ายังขมุกขมัว แต่ก็สามารถเห็นหมอกบางๆลอยอยู่เหนือผิวน้ำ  แสงแดดเริ่มมาทีละนิดๆ ตั้งตารออย่างอดทน และแล้วแสงแรกของวันก็ค่อยๆทาบทาท้องฟ้าและวิวตรงหน้าให้เป็นสีทอง ไอหมอกจางๆ ลอยเรี่ยผิวน้ำสะท้อนแสงแดด เปิดเป็นภาพที่งดงาม แบบนี้สินะ....ที่ทำให้ใครๆหลงเสน่ห์ปางอุ๋งและดั้นด้นมาชมความงดงามกันมากมาย คล้ายกับสวรรค์ที่สัมผัสได้บนดินสัมผัสได้บนดิน พระเดินบิณบาตตั้งแต่เช้าตรู่ และอีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตคือการล่องแพไม้ไผ่ชมบรรยากาศงามๆรอบอ่างเก็บน้ำทั้งในยามเช้าและยามเย็น เสียดายเราไม่ได้ลองนั่งเลยไม่รู้ว่าโรแมนติกขนาดไหน แค่ยืนบนฝั่งก็ไม่รู้จะเก็บภาพประทับใจยังไงได้หมดแล้ว  พอสายๆแดดเริ่มร้อนหมอกบางๆก็หมดลง เราออกจากปางอุ๋งประมาณ 9 โมงเช้าเพื่อไปบ้านรักไทย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เราจะไปเที่ยวหมู่บ้าน กินข้าวเช้าและซื้อของฝากค่ะ บ้านรักไทย เป็นหมู่บ้านของชาวจีนยูนนานในอดีต บ้านที่สร้างจะมีลักษณะคล้ายกันกับหมู่บ้านสันติชล 
    ส่วนมากทำจากดินเหนียว ตัวบ้านสีส้ม หลังคาทำจากหญ้าแห้ง ภายในหมู่บ้านมีทั้งร้านอาหารจีนยูนนาน ขึ้นชื่อก็ขาหมูหมั่นโถว ร้านขายชา ผลไม้อบแห้ง ถั่วสารพัดชนิด ขอแนะนำเมล็ดอัลมอนด์คั่วเกลือ (อร่อยอ่ะ เค็มนิดๆและหอมเนย) ตรงกลางมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ สามารถขับรถวนรอบอ่างเพื่อชมวิว ชมบรรยากาศรอบหมู่บ้านได้ ที่นี่มีที่พักชื่อดังคือ ลีไวน์รักไทย บ้านพักสร้างลดหลั่นกันไปตามเนินเขา มองเห็นวิวอ่างเก็บน้ำและวิวหมู่บ้าน ถ้าต้องการพักสะดวกหน่อย สบายๆชิลล์ๆ ก็อาจนอนที่นี่แล้วตอนเช้าค่อยขับรถขึ้นไปชมหมอกสวยๆที่ปางอุ๋งก็ได้ค่ะ แค่ต้องขยันขับรถไปตอนเช้านิดนึง ทานเช้า ซื้อของฝาก จากนั้นก็ตรงดิ่งกลับกรุงเทพค่ะ เส้นทางขากลับนี่ลังเลใจพอสมควรเพราะอยากขับวนเป็นวงกลมไปออกขุนยวม แม่ลาน้อย ออกไปทางสบเมย แต่ทางน่าจะไม่สะดวกและถ้าขับกลางคืนจะค่อนข้างเปลี่ยว เลยเลือกย้อนกลับทางเดิมคือกลับมาเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตากแล้วตรงเข้ากรุงเทพ วิ่งมาราธอนยาวไกลมาก ใช้เวลาประมาณ 15 ชั่วโมง ต้องคอยแวะพักเป็นระยะๆ กลับมาถึงกรุงเทพ ตีหนึ่งกว่าๆ หมดแรงไปอีกหนึ่งวันค่ะ 555

    จบแล้วจ้า นี่เขียนรีวิวมาราธาอนไม่แพ้ขับรถเลย ไปเที่ยวไหนๆกันเยอะ แล้วอย่าลืมกลับมาเที่ยวเมืองไทยกันบ้างนะคะ ยังมีที่สวยๆรอเพื่อนๆไปชมอีกเพียบเลย 

    เจอกันทริปหน้าค่ะ

    #winnyaloha