ll มีงบพันห้า ... เดี๋ยวพี่จะพาไปเที่ยวสังขละบุรี ll

 

l-l สะพานไม้ ด่านเจดีย์ นทีสามประสบ มรดกทุ่งใหญ่
ไทยกะเหรี่ยงรามัญ สารพันธรรมชาติ อภิวาทหลวงพ่ออุตตมะ
เมืองสังขละชายแดน สุดแคว้นตะวันตก l-l

••, สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือที่นิยมเรียกกันว่า สะพานมอญ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 850 เมตร และเป็นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็ง ในประเทศพม่า เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำซองกาเรีย ที่ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

สะพานนี้สร้างขึ้นโดยดำริของ หลวงพ่ออุตตมะ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม ในปี พ.ศ. 2529 จนถึง พ.ศ. 2530 โดยใช้แรงงานของชาวมอญ เป็นสะพานไม้ที่ใช้สัญจรไปมาของชาวมอญและชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี

ทริปนี้เดินทางกัน 2 คนค่ะ เมื่อวันที่ 16 กันยาที่ผ่านมา ... ตอนแรกยอมรับว่ากลัวนะ ... สังขละเป็นยังงัย?ผู้คนจะใจดีมั้ย ? แล้วเราไปกันสองคนจะน่ากลัวรึเปล่า ? .... คำถามในสมองมาเต็ม แต่เอาว่ะ ในเมื่อปักธงไว้แล้ว ยังงัยก็ต้องไป ...
อันดับแรกจองที่พัก (จะวอล์คอินก็ได้นะคะ ที่พักเยอะมว้ากก หลักตั้งแต่ 200 บาท ก็มี ... แต่สำหรับที่พักของเรา ภูมิใจนำเสนอฮ่ะ สำหรับคนกินง่ายนอนง่าย ... ที่พักที่ว่าชื่อ Coffee Berry ห่างจากสะพานมอญ 300 เมตรเองค้าาา ... อ้อ สำหรับการเดินทาง .. เราเดินทางโดยรถตู้ค่ะ เพราะอยากเซฟเวลา ... ซื้อตั๋วที่หมอชิต 2 ชั้นล่าง ช่องขายตั๋วที่ 15-17 แจ้งว่าไปบขส.กาญจน์ วินแฮปปี้ค่ะ ราคาขาละ 120 บาท รอบแรกตี 5 ครึ่งนะคะ แต่เราตื่นสายอ่ะ เลยได้รอบ 07.30 น. ถึงบขส.กาญจน์ราวๆ 11.30 น. แล้วต่อรถตู้จากบขส.กาญจน์อีกทีด้วย ราคา 175 บาท เราได้เลือกรอบ 12.20 น.ค่ะ ช่วงระหว่างที่รอ ... เดินหาข้าวทานในบขส.นั่นละคะ .. อร่อยยดี เบิ้ลคนละ 2 ชาม
 

ปล. ค่าใช้จ่ายสรุปให้ที่ถ่ายโพสจ้า

พิกัดร้าน .... (จำชื่อร้านไม่ได้ค่ะ แต่หน้าร้านมีหม้อต้มกาแฟ) คอนเฟิร์มว่าเตี๋ยวต้มยำมะนาวอร่อยมว้าก

กินเสร็จ ก็ได้เวลาขึ้นรถค่ะ ... แนะนำว่าให้หลับไปเลยนะ เพราะเดี๋ยวจะเมา 555
เพราะช่วงทองผาภูมิ คือ โค้งตัวเอสตลอดอะ ... วิวข้างทางก็จะประมาณนี้ สีเขียวๆ

หลังจากนั้งโค้งไปโค้งมา เกือบๆจะบ่ายสามโมง รถตู้ก็มาจอดให้เราที่หน้าตลาดสังขละนะคะ .. ลงละต่อวินเข้าไปที่พักเลยค่ะ พี่วินคิดราคา 15 บาทต่อเที่ยว

ที่พักของเราคืนนี้ น่ารักมากกกกกกกกก ชื่อว่า Coffee Berry คืนละ 800 บาท ห้องชื่อว่า Espresso เหลือห้องเดียวด้วยยย เกือบไม่ได้นอนแล้ว ดีนะโทรมาจองทัน ไม่รวมอาหารเช้า เป็นร้านกาแฟเล็กๆมีห้องพักไม่กี่ห้อง เปิดเข้าไปตอนแรกจะมีกลิ่นอับหน่อยๆ แต่พอเร่งแอร์ให้เย็นซักพัก ก็ดีขึ้น ที่เก๋ไก๋คือห้องน้ำอ่ะ ... มีฝาเปิดปิดไ้ว้ดูนกด้วยยยย ชิคปะละ 55555

เอาละเชคอินที่พักเรียบร้อย ถึงเวลาตะลอนทัวร์กันละ .. เดินๆจากที่พักไปสะพานมอญค่ะ 300 เมตรชิวววว ระหวา่งทางเจอกลุ่มพี่ๆใจดีชวนนั่งเรือไปชมวัดกลางน้ำด้วยละ 6 คน เค้าคิดราคา 400 บาท ... นี่หารแล้วตกคนละ 65 บาทเอ้งงง ไปโล้ดดด

นี่เรามีไกด์ด้วยน้าาาา บางคำก็ไม่เข้าใจ บางคำก็เข้าใจ ส่วนใหญ่ก็เข้าใจ ... ตกลงดูในกูเกิ้ลจะเข้าใจมากกว่านะคะ 5555

จุดแรกคือ วัดใต้น้ำ (วัดวังก์วิเวการามเดิม) กุฎิหลวงพ่ออุตะมะเคยอยู่ตรงนี้แหล่ะ แต่หลังจากที่เค้าปล่อยน้ำลงเขื่อน ก็ต้องย้ายขึ้นไปบนเขา เดี๋ยวจะพาไปชมก่อนกลับนะคะ .. อ่อถ้ามาหน้าแลงก็จะเห็นตัวโบสถ์ทั้งหลังเลยละคะ ... โอเค วันหน้ามาใหม่

จุดที่สอง วัดสมเด็จ(เก่า) ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองบาดาล เป็นอุโบสถของวัดสมเด็จ (เก่า) ที่ถูกทิ้งร้าง เมื่อคราวย้ายเมืองสังขละบุรี ตอนที่เริ่มมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ ในปัจจุบัน) บันได้ขึ้น 65 ขั้นเองงง ... เมื่อถึงแล้ว ก่อนที่จะเข้าไปกราบองค์พระประธาน เค้าให้อธิฐาน 3 ข้อ ได้แก่ 1. เอามือไปแตะประตูเพื่อขออนุญาตธรณีประตูเพื่อเข้าไป ส่วน 2 กับ 3 จะขออะไรก็ได้

จุดที่สาม วัดศรีสุวรรณ อยู่ไหนหนอ .. อ้อ จมน้ำอยู่ ถ้าอยากเจอก็ต้องมาช่วงหน้าแล้งนะคะ(ช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม น้ำในแม่น้ำลดลงมากจนสามารถเดินเข้าไปในโบสถ์เก่าได้)

สรุป 3 จุดสำคัญใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงค่ะ .. แต่ก็อันซีนจริงๆ ยิ่งบรรยากาศเวลานั่งเรือนี่แบบ กลัวด้วย สนุกด้วย ไม่รู้ว่าอะไรเยอะกว่ากัน แถมเรือยังเสียกลางทางด้วย ... โอ้วววโดนลอยแพของจริง .. 555 นี่เวลานั่งเรือผ่านเราก็จะเห็นเจดีย์ของพุทธคยาลิบๆด้วยเช่นกันนะ ... สวยงดงามจริงๆ และถ้ามีแดดซักหน่อยคงแจ่มกว่านี้

ในที่สุด ก็เปียกกก ... เราทานข้าวรอฝนหยุดตรงร้านติดกับสะพานค่ะ อร่อยวิวดี ... ทานเสร็จแล้วก็เดินไปถ่ยรูปเล่นที่สะพานแดงต่อ

ซักพัก ไฟบนสะพานก็เปิด ผู้คนก็เริ่มมาถ่ายรูปกันเยอะขึ้น ... มาดูบรรยากาศกลางคืนกันค่ะ

ระหว่างเดินกลับที่พัก มีพี่เจ้าของร้านตรงตีนสะพานให้เราติดรถมาเที่ยวตลาดด้วยแหล่ะ ... ไหนๆ หมูจุ่มในตำนาน ของจริงจะเป็นงัยน้ออออ ไปดูๆ

สรุปแล้วหมูจุ่มกล้ากินมั้ย ... ตอบเลยว่าไม่ ... เราขอผ่านนะคะ กลัวววววววววววววววววววววววว ... เดินเล่นซักพัก ก็นั่งวินกลับที่พักค่ะ คืนนี้ที่สังขละ ฝนตกปรอยๆทั้งคืนเลยค่ะ หลับบบบสบายมาก ... อ้อ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้สนะคะ เพราะต้องไปใส่บาตรฝั่งมอญ ...

วันที่ 2 (17 กย. 17)

ตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ครึ่ง ออกจากห้อง ตีห้าครึ่ง ... เดินไปซื้อของใส่บาตร อ้อ แนะนำว่าไปซื้อฝั่งมอญก็ได้ค่ะ ชุดละ 99 บาท ให้เช่าชุดมอญใส่ฟรี ... แต่ละร้านก็จะมีของใส่บาตรมาขายแตกต่างกันไป ชอบร้านไหนก็เดินเข้าไปเลยค่ะ ... (พระจะเดินออกมาบินฑบาตรประมาณ 06.20 น.)

หลังจากใส่บาตรเสร็จแล้ว ก็หาไรใส่ท้องดีกว่าค่ะ ... นั่งงัยโจ๊กนั่งยอง โจ๊กฝั่งมอญในตำนานอีกแล้วค่ะ

อิ่มแล้ว รีบเดินกลับค่ะ เพราะจะไปเช่ามอเตอร์ไซ เพื่อแว้นไปเจดีย์พุทธคยา ... โดยเช่าที่ร้านคุณลุงที่อยู่ตรงข้ามที่พักของเราค่ะ แกลดให้เหลือ 100 บาท ส่งรถคืนให้แกไม่เกินเที่ยง
ก่อนกลับเก็บบรรยากาศรอบๆสะพานรัวๆค่ะ

ระหว่างทางไปเจดีย์พุทธคยา สวยงามมมมมมมมตามวิถีมอญ ... เป็นสะพานแห่งรอยยิ้มจริงๆ

แว้นมาได้ซักพักก็ถึงละคะ เจดีย์พุทธคยา ... ขับไม่ยากเลยแถมวิวดี๊ดีย์อ่ะ ถามทางไปเรื่อยๆค่ะ ไม่หลงแน่นวล



เจดีย์พุทธคยา
เจดีย์พุทธคยา เป็นเจดีย์องค์ใหญ่ บนยอดเจดีย์ ซึ่งประดับด้วยฉัตรทองคำหนัก 400 บาท เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ที่หลวงพ่ออุตตามะให้สร้าง จำลองขึ้น เพื่อบรรจุ พระบรมสารีริกธาติ กระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาของพระพุทธเจ้าที่ขนาด เท่าเมล็ดข้าวสาร ไว้เป็นที่ สักการะของพุทธศาสนิกชน
เจดีย์พุทธคยา ตั้งขึ้นอยู่ไม่ไกลจากวัดวังก์วิเวการาม ห่างไปประมาณ 650 เมตร เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 ริเริ่มโดยหลวงพ่ออุตตมะ ด้วยความตั้งใจของหลวงพ่อที่จะจำลองจากเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในประเทศอินเดีย มาไว้เป็นศูนย์กลางสำหรับชาวพุทธที่อยู่รวมกันได้โดยไม่แยกเชื้อชาติ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมด ได้รับจากเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใส ศรัทธาในหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งบริจาคมาทั้งที่เป็น เงินสด ทองคำ และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ใช้แรงงานคนมอญทั้งผู้ชายและผู้หญิงในหมู่บ้านประมาณ 400 คน ช่วยกันเผาอิฐมอญจำนวน 260,000 ก้อน ต่อมา พ.ศ. 2525 เจดีย์ได้ถูกเสริมให้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก

วัดที่ 2 วัดวังก์วิเวการาม(ใหม่)
ขับไปไม่ไกลค่ะ อยู่ใกล้ๆกัน วัดนี้มีต้นเสาไม้แดงจำนวน 8 ต้น ซึ่งรื้อมาจากวัดเดิมที่จมน้ำ วัดวังก์วิเวการาม หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "วัดหลวงพ่ออุตตมะ" นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอสังขละบุรีแล้ว ยังเป็นวัดที่ถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับคนพื้นถิ่น และเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนหลายเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในอำเภอสังขละบุรี ทั้งชาวไทย และกะเหรี่ยง โดยเฉพาะสำหรับชาวไทยเชื้อสายมอญ ที่เปรียบหลวงพ่ออุตตมะเป็น "เทพเจ้าแห่งชาวมอญ" วัดวังก์วิเวการาม จึงเกิดจากพลังศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อ และเป็นวัดที่เคยเป็นที่จำพรรษาของ "หลวงพ่ออุตตมะ" วัดจึงเป็นเสมือนตัวแทนหลวงพ่อ และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวมอญ ในการประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของมอญ และจัดงานอื่นๆ เช่นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการจัดงานคล้ายวันเกิดของหลวงพ่ออุตตมะ มีงานกิจกรรมต่างๆ พิธีกรรมทางศาสนา งานแข่งขันชกมวยคาดเชือก การแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่นการรำแบบมอญ การรำตงของชาวกะเหรี่ยง และมีการแต่งกายตามแบบวัฒนธรรมชาวไทยรามัญ

สถานที่สำคัญภายในบริเวณวัด มีอยู่หลายอาคาร ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วไปเข้าไปเยี่ยมชม และสักการะบูชา
- ปราสาทเก้ายอด
- วิหารพระหินอ่อน
- พระอุโบสถ
- งาช้างแมมมอธ

มีรูปถ่ายสวยๆให้ชมเต็มไปหมดเลยค่ะ ... (ขอบคุณภาพสวยๆที่วัดนะคะ)

หลังจากเที่ยวชมวัดวังก์วิเวการาม(ใหม่) แล้ว ยังมีเวลาเหลือ ... เราตัดสินใจขับไปชมแพริมน้ำซองกาเลียค่ะ ... ประมาณ 5 กิโลนะคะ หรือ 20 นาที แต่ไปถึงปุ๊บก็กลับค่ะ เพราะน้ำไหลแรงมาก ร้านค้าไม่ค่อยเยอะ

ขากลับ เราแวะทานข้าวเที่ยงในตลาดค่ะ พร้อมซื้อตั๋วกลับบขส.กาญจน์รอบ 12.20 โดยให้พี่วินมารับที่ที่พัก ถึงบ้านประมาณ 1 ทุ่มค่ะ

สรุปค่าใช้จ่ายหลักๆ รวม 1,105 บาท (ไม่รวมอาหารของฝากและวินมอเตอร์ไซต์)

1. ค่ารถตู้แฮปปี้ หมอชิต 2- บขส.กาญจน์ ขาละ 120 บาท ไปกลับ 240 บาท
2. ค่ารถตู้บขส.กาญจน์ - สังขละ ขาละ 1ึ75 บาท ไปกลับ 350 บาท
3. ค่าที่พัก 800 บาท หาร 2 // 400 บาท
4. ค่าเหมาเรือชมวัด คนละ 65 บาท
5. ค่าเช่ารถ คนละ 50 บาท


- - - - -