ค้นหาและแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวในไทย ลงทะเบียน เข้าสู่ระบบ
 
ฝ่าหุบเขา...เข้าไปหาสายหมอก หยอกเหย้าสะพานมอญ ณ สังขละบุรี อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
    • โพสต์-1
    pernvern •  กันยายน 09 , 2559

    ฝ่าหุบเขา...เข้าไปหาสายหมอก หยอกเหย้าสะพานมอญ ณ สังขละบุรี

    "สังขละบุรี"  เป็นอำเภอหนึ่งในดวงใจที่บอกว่าจะต้องไปเยือนให้ได้ ประจวบเหมาะกับเดอะแก๊งค์ก็อยากไปด้วย เลยชวนกันลางานหนึ่งวัน รวมการเดินทางครั้งนี้สามวัน 

    การเดินทางครั้งนี้ขับรถไปกันเอง กับระยะทางจากต้นทาง ถึงปลายทางเฉพาะขาไปก็ปาไปแปดร้อยกว่ากิโลแล้ว เราออกเดินทางกันตอนสามทุ่ม เปลี่ยนกันนอนเปลี่ยนกันขับ พักเป็นระยะๆ

    เดินทางถึงกาญจนบุรีตอนเจ็ดโมงเช้าเศษๆ แวะปั๊มจัดการธุระส่วนตัวกันก่อนค่ะ กว่าจะเรียบร้อยครบองค์ก็เกือบๆเก้าโมง จึงได้เดินทางกันต่อไปยัง อ.สังขละบุรี 

    เราขับรถไปกันเรื่อยๆ แบบไม่เร่งรีบ เพราะไม่ชินทางรวมกับทางที่ไปนั้นเป็นเขา เราเลยไม่เร่งรีบ เห็นตรงไหนสวยก็แวะเก็บภาพบ้าง แต่ทริปนี้เน้นนางแบบค่ะ เลยไม่ค่อยมีภาพบรรยากาศมาฝากกันมากนัก

    พอถึงจุดชมวิวป้อมปี่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เราก็แวะพักก่อน เพื่อพักทั้งคนและพักทั้งรถ ไม่ได้เดินทั่วนักค่ะตรงนี้ เข้าไปถ่ายรูปบางจุดเท่านั้น เพราะหมดแรงเดินทั่วไม่ไหวกัน แฮ่....

     

     

    เมื่อเก็บภาพกันจนหายเหนื่อยแล้ว ก็เดินทางกันต่อค่ะ จุดหมายปลายทางดูเหมือนไม่ไกล แต่เมื่อเจอทางโค้ง ทางชัน ทางเนินเข้าไป ก็ไม่กล้าขับเร็วกันค่ะ

    .

    .

    .

     

     

    เราเดินทางไปถึงสังขละบุรีก็เกือบบ่ายสองแล้วค่ะ ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้ตกถึงท้อง ระหว่างทางในการเดินทางก็เสิร์ซหาร้านแนะนำจากอากู๋ ซึ่งเป็นไกด์ในการเดินทางของเราได้เป็นอย่างดีเวลาเดินทาง

    เราเลือกตามกระทู้แนะนำร้านอาหารเลยค่ะ 

    "ร้านแพมิตรสัมพันธ์" 

    ตอนที่เราไปถึงลูกค้าเต็มร้านเลยค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นกรุ๊ปทัวร์ใหญ่ๆกัน

     

    นักท่องเที่ยวกรุ๊ปใหญ่ๆ เมื่อทานข้าวเสร็จก็ขึ้นเรือไปไหว้พระกันที่โบสถ์กลางน้ำ ซึ่งเป็นอันซีนของสังขละบุรีอีกแห่งหนึ่งค่ะ

    ส่วนเราขอสั่งกับข้าวกันก่อน แบบว่าหิวกันมาก ไม่มีโต๊ะว่างก็ขอแค่นั่งตรงไหนก็ได้ให้ได้นั่งชิมอาหารตามที่รีวิวในกระทู้ต่างๆ 

    เมนูที่เราเลือกหน้าตาเป็นอย่างนี้ค่ะ 

    แท่น

    แท่น

    แท๊นนนนนนน

     

    เป็นภาพถ่ายจากมือถือค่ะ 

    โดยรวมๆ ถือว่าโอเคค่ะ ราคาก็ไม่แพงจนเกินไป สมกับเป็นร้านแนะนำค่ะ

     

    • โพสต์-2
    pernvern •  กันยายน 09 , 2559

    ฝ่าหุบเขา...เข้าไปหาสายหมอก หยอกเหย้าสะพานมอญ ณ สังขละบุรี

    เมื่อทานข้าวเช้าบวกกลางวันในเวลาค่อนข้างไปทางบ่ายเกือบเย็นเสร็จแล้ว ภารกิจต่อไปเราก็ตามหาที่พักค่ะ เราไปดูหลายที่เลยทีเดียว บางที่ราคาโอเคแต่สภาพไม่โอเค บางที่สภาพโอเคราคาไม่โอเค บางที่ดูดีแต่วิวไม่ถูกใจ เราก็หากันไปเรื่อยๆค่ะ ไม่รีบเร่งเท่าไหร่

    จนในที่สุดเราก็ได้ที่พักถูกใจ ราคาพอไหว วิวถูกใจ นั่นคือ

    "ซางกาเลียรีสอร์ท" 

    โชคดีเราได้ห้องพักที่มองจากหน้าห้องพักเป็นแบบนี้เลยค่ะ

     

    แบบอย่างเริ่ดค่ะ 

    เมื่อมองจากสะพานมอญไปหาที่พักเราก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ

     

    หลังคาเขียวๆนั่นเลยค่ะ ที่พักของเราคืนนี้

    ตรงสะพานข้างๆ ซางกาเลียรีสอร์ทนั้น เป็นที่ๆนักท่องเที่ยวมักไปยืนถ่ายรูปสะพานมอญที่มีฉากหลังเป็นภูเขา แนะนำเลยค่ะ จุดถ่ายภาพตางนี้ห้ามพลาดเลยนะคะ 

    แต่อีกอย่างคือ พักที่ซางกาเลียเลยค่ะ ตื่นเช้ามารับรองได้ภาพสะพานหมอกที่มีหมอกสวยๆ ฉากหลังเป็นภูเขาสวยๆเลยค่ะ

    เมื่อเราได้ที่พักแล้วและเก็บสัมภาระเข้าที่พัก ถ่ายภาพวิวหน้าห้องพัก แต่เป็นหลังซีสอร์ทแล้ว เราก็นั่งรถสำรวจเมืองเล็กๆแห่งนี้ พร้อมหาอะไรลงท้องตอนทุ่มหนึ่ง

    ข้าวต้มรอบดึกคือมติเอกฉันท์ของเรา

    ได้ร้านตรงตลาดค่ะ จำชื่อร้านไม่ได้ แต่รสชาติอร่อยใช้ได้ทีเดียวค่ะ

     

    "ภาพถ่ายจากมือถือค่ะ"

     

    .

    .

    หลังจากจัดการอาหารเย็นตอนหนึ่งทุ่มเสร็จเราก็พักผ่อนตามอัธยาศัย เพราะเช้าเราจะตื่นกันแต่เช้าเพื่อไปตักบาตรที่สะพานมอญกันค่ะ

     

    • โพสต์-3
    pernvern •  กันยายน 09 , 2559

    ฝ่าหุบเขา...เข้าไปหาสายหมอก หยอกเหย้าสะพานมอญ ณ สังขละบุรี

     

     

    เช้านี้เราตื่นกันแต่เช้า เพื่อไปใส่บาตรที่สะพานมอญ 

    ปลุกกันตั้งแต่ตีสี่ เพื่อตื่นมาแต่งตัวกันค่ะ เมื่อมาถิ่นมอญเราก็ต้องเป็นสาวมอญค่ะ

    เราได้ผ้าถุงมอญกันมาคนละผืน ซื้อที่ตลาดเมื่อคืน เพื่อใส่ไปใส่บาตรกันโดยเฉพาะเลยงานนี้

    ตอนแรกเราจะหาซื้อของมาใส่บาตร แต่พนักงานที่ซางกาเลียบอกว่าที่หมู่บ้านมอญมีขาย

    เขาจะเตรียมให้เราเสร็จสรรพเลยค่ะ ทั้งข้าวปลาอาหารดอกไม้ธูปเทียน

    ถ้าใครไม่ได้เตรียมผ้าถุงหรือผ้ามอญมา สามารถมาหาซื้อแถวนี้ได้เลยค่ะ มีหลายร้านให้เลือกสรร และมีแต่สวยๆทั้งนั้นเลย 

     

    ใส่บาตรเสร็จเราก็หาอะไรทานกันก่อนค่ะ ก่อนจะไปเดินสะพานมอญกัน

    เช้าๆแบบนี้ต้องข้าวต้ม โจ้ก ปาท่องโก๋แกล้มน้ำเต้าหู้ค่ะ 

    ร้านนี้ตั้งอยู่ถนนที่เราใส่บาตรกัน 

     

    เมื่อจัดการอาหารเช้าเสร็จแล้ว ต่อไปก็ไปถ่ายรูปที่สะพานมอญกันเลย ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่

    ใครมาสังขละแล้วไม่ได้เดินข้ามสะพานมอญ ก็แปลว่ายังมาไม่ถึงสังขละนะคะ

     

    • โพสต์-4
    pernvern •  กันยายน 09 , 2559

    ฝ่าหุบเขา...เข้าไปหาสายหมอก หยอกเหย้าสะพานมอญ ณ สังขละบุรี

    สะพานมอญ (ข้อมูลจาก internet)

                 มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานอุตตมานุสรณ์​ เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเลียไปยังหมู่บ้านมอญ ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า และเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี เป็นสะพานแห่งศรัทธา ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรี

     

    ขนาดตอนเราไปเป็นช่วงฤดูฝน แต่นักท่องเที่ยวก็ยังเยอะมาก 

    สังขละบุรี เที่ยวได้ทุกฤดูจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะมาช่วงไหนก็สวยไม่แพ้กันเลยทีเดียว

     

     

     

    สะพานที่สร้างขึ้นตอนที่สะพานมอญพังค่ะ

     

    สะพานมอญควรมาช่วงเช้าหรือตอนเย็นนะคะ เพราะบางทีไปถ้าเจอแดดแรงๆนี่ กว่าจะเดินข้ามสุด เอาซะหน้ามืดได้เลยทีเดียว และควรเตรียมร่มไว้ด้วยค่ะ ยิ่งไปหน้าฝนด้วยแล้ว เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออกค่ะ อย่างน้อยได้ป้องกันตัวเองไว้ กลับจากเที่ยวหวัดจะได้ไม่ถามหา

     

    น้องคนนี้ถ้าใครไป รับรองได้เจอแน่ค่ะ น้องจะมีโถเทินไว้บนศีรษะเดินอยู่แถวสะพาน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปด้วย หลังจากถ่ายรูปกับน้องก็อย่าลืมสินน้ำใจให้น้องนะคะ เพื่อเป็นรายได้ให้กับน้องค่ะ

     

     

     

     

    • โพสต์-5
    pernvern •  กันยายน 09 , 2559

    ฝ่าหุบเขา...เข้าไปหาสายหมอก หยอกเหย้าสะพานมอญ ณ สังขละบุรี

    เมื่อเดินสุดสะพานแล้ว ต่อไปก็หาร้านเช่าเรือเพื่อนั่งไปไหว้พระที่วัดวังก์วิเวการาม(เก่า) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ "วัดใต้น้ำ เมืองบาดาล" ซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมของวัดวังก์วิเวการามค่ะ   ประวัติวัดใต้น้ำหรือวัดจมน้ำ (http://www.kanchanaburi.co.th)   วัดใต้น้ำ หรือวัดจมน้ำ คือวัดวังก์วิเวการามเดิม ซึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็น Unseen Thailand เพราะมีความแปลกที่มีซากโบราณสถานจมอยู่ใต้น้ำ เป็นสถานที่เล่าขานถึงตำนานความเป็นมาของวัดหลวงพ่ออุตตมะ จนหลายคนเรียกกันว่าเมืองบาดาล นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน เป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำหลังเขื่อนลดลงมาก จะสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมโบสถ์เก่าได้ ณ บริเวณสามประสบ ส่วนคนที่มาเที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาว ตั้งแต่ประมาณตุลาคม - มกราคม อาจจะได้เห็นแค่บางส่วนของตัวโบสถ์ที่โผล่พ้นน้ำ หรือบางทีก็จมน้ำเป็นเมืองบาดาล จะมีให้เห็นก็เพียงแต่ยอดหอระฆังเดิมเท่านั้นที่สูงพ้นน้ำ           เราใช้เวลาในการนั่งเรือไปกลับ รวมกับการไหว้พระ ก็ราวๆสองชั่วโมงค่ะ    หนุ่มน้อยคนนี้เป็นไกด์นำเราเที่ยวในการไปไหว้พระค่ะ น้องจะมารับจ้างอยู่กับเจ้าของเช่าเรือในวันหยุด น้องเป็นทั้งไกด์และตากล้องให้ในบางคราวของเรา ถ่ายรูปได้สวยใช้ได้เลยค่ะ   หลังจากกลับจากไหว้พระก่อนจะเดินทางต่อไปยังด่านเจดีย์สามองค์ต่อ เราก็แวะทานข้าวที่ร้านสวนแมกไม้กันก่อนค่ะ เพราะใกล้เที่ยงแล้ว เริ่มหิว ร้านนี้เราก็ตามหาจากอากู๋เช่นกัน หลายๆคนที่แนะนำไว้ในกระทู้ต่างๆ อร่อยค่ะ ราคาไม่แพงด้วย   (ภาพถ่ายจากมือถือค่ะ)     หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้วก็ถึงสถานที่สุดท้ายของทริปแล้วค่ะ นั่นก็คือ...ด่านเจดีย์สามองค์ ระหว่างทางที่ไปวิวสวยมากๆเลยค่ะ เส้นทางไปง่ายไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่าน เจอวิวสวยๆเราก็แวะถ่ายรูปกันก่อน     และแล้วทริปเราก็จบลงที่ด่านเจดีย์สามองค์ค่ะ  หลังจากนั้นการเดินทางสองร้อยกว่ากิโลก็เราอยู่ข้างหน้า เรากลับถึงตัวเมืองกาญจนบุรีค่ำแล้ว จึงหาที่พักในตัวเมืองกาญจน์ก่อนหนึ่งคืน  ก่อนที่จะเดินทางกลับในวันรุ่งเช้า   ปล.การเดินทางของเราคือวันที่ 28-30 สิงหาคม 2558  ทิ้งเวลาเป็นปีถึงได้กลับมารีวิว อาจหลงลืมไปบ้างแล้ว ข้อมูลอาจไม่แน่น ขอโทษไว้ ณ ตรงนี้ด้วยนะคะ   ด่านเจดีย์สามองค์ (http://www.kanchanaburi.co.th)      ด่านเจดีย์สามองค์ หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อ "หินสามกอง" เป็นจุดบอกเขตผ่านทาง พรมแดนไทย - พม่า ในแนวเขาตะนาวศรี ปัจจุบันบริเวณด่านเจดีย์สามองค์ นอกจากจะเป็นเส้นทางผ่านพรมแดนไทย - พม่า แล้ว ยังมีตลาดที่เป็นจุดแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าที่สำคัญหลายชนิด

    ด่านเจดีย์สามองค์ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู เป็นเขตสิ้นสุดชายแดนฝั่งตะวันตกของไทย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 215 กิโลเมตร บริเวณด่านมีเจดีย์ 3 องค์ ตั้งเรียงกันในแนวยาว ลักษณะเป็นเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยม ด้านบนเป็นทรงกลม ยอดแหลม มีสีขาวขนาดไม่ใหญ่นัก ในอดีตเป็นเพียงกองหินที่ชาวบ้านนำมาวางไว้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางผ่านไปยังพม่า จนกระทั่งปี พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืิองสังขละบุรี นำชาวบ้านมาช่วยก่อให้เป็นเจดีย์แทน เจดีย์สามองค์จึงเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของจุดข้ามพรมแดน เชื่อว่าในคริสต์ศตวรรษที่ 3 พระสงฆ์ชาวอินเดียได้เดินทางผ่านพรมแดนนี้เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในไทย และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอดีต ที่กองทัพพม่ายกทัพเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อไปตีอยุธยา ในศึกสงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ เมื่อปี พ.ศ. 2091    

    • โพสต์-6
    Joopjoop •  มิถุนายน 14, 2560
    • จุดเด่น:
    • จุดด้อย:
    • ข้อสรุป:
    คะแนน
    • pernvern  จุดเด่น : นางแบบสวย
      จุดด้อย : ไม่มีคนถ่าย
      ข้อสรุป : ต้องไปแก้ตัวอีกครั้ง
      14 มิถุนายน 2560 13:27:52