3 วัน 2 คืน จากบ้านร่องกล้าสู่เนินมะปราง จ. พิษณุโลก

 

ผ่านปีใหม่มาไม่กี่วัน ก็อยากจะไปเที่ยวอีกแล้ว ต้นปีแบบนี้เที่ยวไหนดีล่ะ...

ภาพภูเขาสีชมพู และใบเมเปิ้ลแดง ก็ลอยอยู่ตรงหน้า...ว่าแล้วก็ชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวภูลมโล กับอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้ากันดีกว่า...ชวนไปชวนมา รวมตัวได้ 13 คน เยอะกว่าที่คิดไว้มากกกกกกกกก...ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือสัมผัสอากาศหนาว นอนดูดาว และเที่ยวภูเขาสีชมพู...ทริปนี้จึงเกิดขึ้น

Feb 5-7, 2017

ด้วยกำหนดการที่ฟิกไว้แล้วแน่นอน ทำให้เกิดอาการลุ้นว่าจะได้เจอดอกนางพญาเสือโคร่งสวยๆ เต็มๆ ที่ภูลมโลตรงกับช่วงเวลาที่เราไปหรือไม่...ความตื่นเต้นเกิดขึ้นทุกวัน เมื่อในโลกโซเชียลแห่กันโพสภาพดอกพญาเสือโคร่งที่นู่น ที่นี่ กันคึกคัก แต่กำหนดการเดินทางของพวกเรา ไม่สามารถเปลี่ยนไปตามความสวยงามของช่วงที่ดอกนางพญาเสือโคร่งสวยที่สุดของภูลมโลได้...ได้แต่หวังลึกๆว่า ดอกนางพญาเสือโคร่งยังจะบานรอพวกเราอยู่...

ก่อนเดินทาง เราจองที่พักไว้ 2 ที่ คือ บ้านร่องกล้า กับบ้านรักไทย อ. เนินมะปราง 

โดยทริปนี้ตั้งใจจะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ภูลมโล และเนินมะปราง

- Day 1 -

รถตู้ 2 คัน ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ อ. วังน้อย แวะเติมพลัง ที่ร้านข้าวแกงบ้านสวน 2 และซื้อเค้กบ้านสวน อร่อยนุ่มลิ้น ไว้ไปกินระหว่างเดินทาง ขับต่อไปอีก 3 ชั่วโมงกว่า แวะกินข้าวกลางวันที่ ครัวคุณไก่ ใกล้กับโรงเรียนบ้านโตก อ. เมือง จ. เพชรบูรณ์ เสียเวลารออาหารที่นี่ซะนาน จนไปถึงอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตอนเกือบห้าโมงเย็น

 

 

จุดแรกที่แวะ คือ โรงเรียนการเมืองการทหาร . . .

สตั๊นไป 3 วิ ผิดหวังเล็กๆ กับต้นเมเปิ้ล ที่ใบยังไม่แดงเต็มต้น และยังไม่ร่วงหล่นลงเต็มพื้น

 

 

เมื่อตั้งสติได้...

เพื่อนๆก็รีบชวนกันไปลานหินปุ่ม และผาชูธง

ก่อนที่แสงของวันจะหมดลง

จากทางเข้า ใช้เวลาเดินเท้าผ่านลานหินไปประมาณ 1.1 กม.

พวกเรารีบจ้ำกันไปให้ทันพระอาทิตย์ตก จากนั้นก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ว่าครั้งหนึ่ง "เราคือผู้พิชิตลานหินปุ่ม" 

 

           

                พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน มุมนี้ส่องไปที่ลานผาชูธง สวยงามมากกก...

 

 

มีป้ายบอกว่าบริเวณนี้มี "ลิ้นมังกร" กล้วยไม้ดิน สีสวยงาม ด้วย

แต่จะพบได้ในช่วงฤดูฝน คือ ปลายเดือน ก.ค. ถึง ส.ค. เท่านั้น

น่ามาอีกรอบจัง ฮิๆ . . .

 

 

ยังถ่ายรูปไม่จุใจเลย พระอาทิตย์ก้อลาลับขอบฟ้าไปซะละ 

กลับสิครัช รออัลไล . . . เด่วจะเดินมองทางกันไม่เห็น

แล้วก็จริงๆด้วย แป๊บเดียวฟ้ามืดตึดตื๋อ ทุกอย่างเงียบสงัด 

ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าของพวกเรา . . .

ที่เดินออกมาเป็นคณะสุดท้าย

แอบคิดในใจว่า นี่ถ้าพวกเราเกิดหลงป่าจะมีใครเข้ามาตามหามั้ย?

เดินมืดๆกันไป จนเจอเจ้างูน้อยออกมาหากิน

 

 

----------------------------------------------

จากลานหินปุ่ม ขับรถไปอีก 7 กิโล ก็ถึงบ้านร่องกล้า หรือคนแถวนี้จะเรียกกันว่า

บ้านใหม่ร่องกล้า อยู่ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

จุดเริ่มต้นมาจากที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

กันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะฤดูที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบาน

ชาวบ้านร่องกล้าบางส่วน จึงเปิดเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวมาแวะพักค้างคืน

ผู้ใหญ่ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพิษณุโลกและ อช. เริ่มเห็นความสำคัญ

ของการท่องเที่ยว ที่จะนำรายได้มาสู่ชุมชน จึงได้สนับสนุนและพัฒนาให้เป็น หมู่บ้านท่องเที่ยว

คืนนี้เรานอนกันที่ "บ้านไม้หมาก"

เป็นบ้านแฝดหลังใหญ่ นอนได้ 12-15 คน  หลังละ 3,500 บาท ไม่มีอาหารเช้า

อากาศที่นี่เย็นเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะหนาวจัดมาก 0-4 องศา

คืนนั้นที่เราไป อุณหภูมิตอนมืดอยู่ที่ 17 องศา และตอนเช้ามืด 11 องศา

หนาวยะเยือก เย็นสะใจไปเลย...ขอบคุณเครื่องทำน้ำอุ่นที่ช่วยชีวิตไว้

พักที่นี่ดีอยู่อย่างนึง คือ มีครัวไม้หมาก อยู่ติดกับบ้านพัก เดินฝ่าความหนาวไปหน่อยเดียว

ก็สั่งอาหารทานได้เลย ... มีอาหารตามสั่งหลากหลาย ที่สำคัญอร่อยมากกกกกกด้วย

อิ่มแล้วก็ไม่ต้องเดินไกล วิ่งเข้าบ้านพักได้เลย...

 

ไม่รู้ว่าคืนนั้นหนาวจัด หรือหิวจัด ไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเลย 555+

 

 

- Day 2 -

05.30 น. พวกเราทุกคนเตรียมพร้อมออกมารอรถกระบะ ที่จะพาขึ้นไปเที่ยวภูลมโล ถ้าพักที่บ้านไม้หมาก ก็รอขึ้นหน้าบ้านพักตัวเองได้เลย นั่งได้คันละ 10 คน พวกเรามา 13 คน ก็แบ่งออกเป็น 2 คัน เพราะไม่มีคนอื่นมาสมทบเพิ่ม ค่าเช่ารถอยู่ที่คันละ 1,000 บาท  ก่อนขึ้นรถ พวกเราเตรียมตัวใส่ชุดกันฝนกันมิดชิด ไม่ใช่เพราะกลัวฝนตกนะ แต่กลัวมหาฝุ่น ที่คลุ้งขึ้นมาจากทางที่เป็นดินบดอัด ต้องขอบคุณคนที่แชร์รูปในเฟซบุ๊ค ทำให้เรามีเวลาเตรียมอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นอย่างดี แถมกันลมได้อีกต่างหาก

 

ปีนี้ทางบ้านร่องกล้าและอุทยานแห่งชาติ ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขับรถขึ้นไปเที่ยวภูลมโลเอง

ต้องเช่ารถกระบะของบ้านร่องกล้า หรือไม่ก็ของอุทยานแห่งชาติขึ้นไป

 

ใครพักอุทยานฯ ก็ติดต่อเช่ารถได้ที่ หน้าที่ทำการอุทยาน

ใครพักบ้านร่องกล้า ก็ติดต่อเช่ารถได้ที่ บ้านพักที่ตัวเองจองไว้

หรือถ้าใครขึ้นฝั่ง จ. เลย ก็เช่ารถที่ ต. กกสะทอน จ. เลย ได้

 

ถ้าช่วงฤดูท่องเที่ยวก็อาจจะต้องรอคิวกัน แต่ถ้ามาวันธรรมดาส่วนมากก็จะได้คิวแรกเลย

พี่คนขับรถ บอกว่าที่ต้องทำแบบนี้ เพราะนักท่องเที่ยวชอบจอดแวะถ่ายรูป

ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และบางทีก็ไม่ชำนาญทาง ทำให้กีดขวางการจราจร

รถขึ้นภูลมโลติดกันยาวเหยียด...

ส่วนเรื่องปัญหาฝุ่น ก็เพราะความหวังดีโดยรู้ไม่เท่าถึงการณ์ของชุมชน

ที่เอารถตะกรุยดิน บดอัดทางให้เรียบ จะได้ขับง่ายๆ

พอแดดออกดินแห้ง ฝุ่นแดงคลุ้มกระจาย จนต้นไม้สองข้างทาง

มีแต่ต้นโอวัลติน กับต้นกาแฟ แหมพี่คนขับ เข้าใจเปรียบเทียบ 555+

 

จากบ้านร่องกล้าขึ้นไปภูลมโล ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที

รถกระบะจะขับพาเราแวะ 3 จุด คือ จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดภูลมโล,

จุดชมดอกนางพญาเสือโคร่ง และจุดที่มีป้ายภูลมโล

 

อากาศหนาวเย็น ลมพัดแรง สมกับชื่อ ภูลมโล  (โล แปลว่า แรง)

หลังจากถ่ายรูปกันสนุกสนาน แสงแดดแรงจ้าแล้ว พวกเราก็ขึ้นรถกระบะไปยังจุดต่อไป

คือ การไปชมแปลงดอกนางพญาเสือโคร่ง...

แต่พี่คนขับบอกเราว่า น้องมาช้าไป ตอนนี้แปลงที่จะพาไปชมดอกมันเหี่ยวหมดแล้ว!!!

"เ หี่ ย ว ว ว ว ว"  T_T

เรา : มีแปลงที่ยังไม่เหี่ยวมั้ยคะ?

คนขับ : แปลงที่ยังไม่เหี่ยวก้อยังไม่ออกดอกครับ

ถถถถถถถถถ

ระหว่างทางพี่คนขับก็ชี้ให้ดูแปลงนั้น แปลงนี้ ที่มันเคยบานสวยสะพรั่ง

ตอกย้ำกันเข้าไปอี๊ก....เสียใจ!!! T_T

พวกเราเดินลงไปในแปลงดอกนางพญาเสือโคร่ง ด้วยความห่อเหี่ยว

มองดูดอกไม้กันตาละห้อย อาลัยอาวรณ์ ให้กับความเหี่ยวของมัน

และความโชคไม่ดีของเรา ที่มาผิดเวลา

 

แต่เราก็มีวิธีหาความสุขจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ดอกไม้ไม่สวย ก็ถ่ายคนสวยๆแทน...ก้อได้เนอะ

^^"

ขออนุญาตปรับสีภาพ เพื่อไม่ให้ห่อเหี่ยวจนเกินไป

 

 

 

 

ใครชอบถ่ายนก พกเทเลมาเลยนะ นกมีเพียบ..

 

จากนั้นก็ขึ้นรถกระบะไปยังจุดที่สาม ลืมถามว่าเค้าเรียกว่าอะไร

เป็นจุดชมวิวที่มีป้ายภูลมโลใหญ่ๆ มองเห็นวิวภูเขาที่มีการทำเกษตรกรรม

แดดเริ่มแรง มองดูนาฬิกา 10 โมงกว่าแล้ว แต่อากาศยังเย็นสบายอยู่

พวกเราถ่ายรูปเล่นที่นี่สักพัก ก็ขึ้นรถกระบะกลับ เป็นอันจบทริป ภูลมโล ของปีนี้

กลับมาถึงที่พัก ก็สั่งข้าวกลางวันที่ครัวไม้หมากต่อเลย

อาหารที่นี่อร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะไก่กระเทียม ใครไปอย่าลืมสั่งทานกันนะคะ

อิ่มกันแล้ว ก็จัดแจงเก็บกระเป๋า Check Out เตรียมตัวเดินทางต่อ

-------------------------------------------

เพิ่งบ่ายกว่าๆ เวลายังเหลือ เลยขอแวะ โรงเรียนการเมืองการทหาร 

อีกรอบ ขอเก็บภาพแก้มือกันสักหน่อย...

แสงอาทิตย์ ลอดผ่านต้นไม้สูงชัน หนาทึบ เผยให้เห็นอาคารไม้หลายหลัง

สร้างกลมกลืนอยู่ในป่า มอสและตะไคร่ขึ้นปกคลุมเขียวขจี

เสียงเดินเหยียบไปไม้ ดังกรอบแกรบ ท่ามกลางความเงียบ

ด้วยที่รู้มาว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นอดีตสมรภูมิรบ สมัยที่มีพรรคคอมมิวนิสต์

ก็ทำให้พวกเราไม่กล้าส่งเสียงดัง หรือครึกครื้นอะไรกันมาก

ค่อยๆเดินดูบรรยากาศรอบๆ แล้วก็อำลาเจ้าใบเมเปิ้ล ที่ยังแดงไม่เต็มต้น

ภาพใบเมเปิ้ลแดงร่วงหล่นเต็มพื้น หลังคา และโขดหิน ที่เราฝันว่าจะได้มาเห็น

ก็คงต้องเป็นโอกาสหน้าแล้วสินะ T_T

 

จุดหมายปลายทางต่อไป คือ อำเภอเนินมะปราง จ. พิษณุโลก

อำเภอเล็กๆ ที่โด่งดังในโลกโซเชียล กับภาพภูเขาหินปูนที่โอบล้อมหมู่บ้าน

ดูสงบ ร่มรื่น วิถีชีวิติเรียบง่าย ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม

และชิงช้าต้นไม้รูปหัวใจ ที่อยากมาสัมผัสสักครั้ง

คืนที่สองนี้ เราจองที่พัก "บ้านสวนชมวิว" บนบ้านรักไทย ไว้ เนื่องจากเป็น

รีสอร์ทที่เป็นที่ตั้งของชิงช้าต้นไม้รูปหัวใจ ที่เราจะไปกัน

บรรยากาศบ้านพัก และบริเวณโดยรอบร่มรื่นสวยงามมาก

แต่เรายังไม่ค่อยประทับใจกับการบริการของที่นี่เท่าไหร่ 

(ดูเหมือนว่าจะมีการเปลี่ยนผู้บริหาร และเน้นธุรกิจมากเกินไป ไม่มีความเป็นกันเอง)

 

ขับรถมาถึงที่พัก ประมาณเย็นๆ รีบ Check in แล้วไปต่อ

กับภารกิจถ่ายภาพฝูงค้างคาวที่บินออกจากถ้ำเป็นฝูง

ต้องขับลงมาจากบ้านรักไทย ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวลงเขา

ระยะทาง ประมาณ 41 กิโล เวลาตาม GPS ประมาณ 50 นาที

ไปที่ถ้ำภูเขาหินปูนที่บ้านมุง

ใครไม่ชำนาญ ก็ถือว่าเป็นเส้นทางที่อันตรายพอสมควร

แต่พวกเราก็ยังดื้อที่จะไป...ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว

พวกเรามีเวลาแค่ไม่กี่นาที ต้องไปถึงบ้านมุง ก่อน 1 ทุ่ม

เพราะค้างคางจะบินออกจากถ้ำตอน 18.30 - 19.00 น.

มีความตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นค้างคาวฝูงใหญ่

ทยอยบินออกมาจากถ้ำ มองเป็นสายยาวคดเคี้ยวบนท้องฟ้า

 


คืนนี้เราซื้ออาหารสำเร็จจากในเมือง ขึ้นมาตั้งล้อมวงกินกันลานอเนกประสงค์พร้อมหลังคาที่รีสอร์ท

กับข้าวไม่อร่อยหรอก แต่พวกเรามีความสุข

และอิ่มไปกับการเดินทางและมิตรภาพที่ผ่านมาตลอดทั้งสองวัน

 

ตกดึก ภารกิจหัดถ่ายดาว หัดดูดาว หัดดูทางช้างเผือก จึงเริ่มต้นขึ้น

และเช้ามืดวันรุ่งขึ้น เราก็ได้ภาพทางช้างเผือก (Milky Way) เชือกแรกของปีนี้

 

 

- Day 3 -

วันสุดท้ายนี้ เราพักผ่อนกันที่รีสอร์ทจนถึงสายๆ ค่อยออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ  ก่อนกลับ ขอแวะไปเดินเล่นที่บ้านมุง อำเภอเนินมะปรางกันอีกสักแป๊บ...

 

ขอลาไปด้วยภาพทุ่งนาและภูเขาหินปูนสวยๆ ของเนินมะปรางค่ะ...

อิจฉาชาวบ้านที่นี่นะ มีวิวดีๆ อากาศดีๆ ธรรมชาติดีๆ อยู่รอบตัวเลย

Story : กุ้งตะลอน

Photo : กุ้งตะลอน  |  อ๊อบเดินทาง | Stair Acoustic  

            

Fanpage : https://www.facebook.com/Slowlifetraveller

IG : kungtalon, aob_derntaang