ค้นหาและแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวในไทย ลงทะเบียน เข้าสู่ระบบ
    • โพสต์-1
    CHAILAIBACKPACKER •  เมษายน 11 , 2559

    #หลีเป๊ะ :: วันเดียว..เที่ยวหลีเป๊ะ จ.สตูล[One Day Trip]

    อากาศร้อนแบบนี้ก็ต้องทะเลสิครัช! .. เดี๋ยวจะขอนำภาพบรรยากาศธรรมชาติที่สวยงาม โดยจะพาไปเที่ยวกันที่ เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล กันครับ เดี๋ยวนี้การไปเที่ยว “เกาะหลีเป๊ะ” วันเดียวก็ไปเที่ยวได้แล้วนะ (โดยไม่ต้องนอนบนเกาะ) ประหยัดเวลา และก็ประหยัดเงินค่าที่พักอีกด้วย 55+  และยิ่งช่วงนี้ทะเลไทยฝั่งอันดามัน ไฮ-ซีซั่น กำลังสวยเลยล่ะครับ .. ตามมาเที่ยวกันครับ ได้ไปเที่ยวตรงไหนมาบ้าง ไปดูกันเลย..!

    ประติมากรรมธรรมชาติ "ซุ้มประตูหิน" อันเป็นสัญลักษณ์ของ เกาะไข่ และอุทยานแห่งชาติตะรุเตา

    บรรดาหินหลากหลายขนาดที่ "เกาะหินงาม" จะเป็นหินลักษณะกลมมน  มีสีเทาดำ โดยจะมีความวาววับเมื่อถูกน้ำทะเล

    "เกาะหินซ้อน"  เกาะที่มีความโดดเด่นตรงที่ลักษณะของหินสี่เหลี่ยมสองก้อน ตั้งซ้อนกันกลางทะเล

     

    สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบท่องเที่ยวแบบประหยัด แวะมาทักทาย ติดตามกันได้นะครับ

    CHAILAIBACKPACKER : https://www.facebook.com/chailaibackpacker

     

    ในการเดินทางนั้น.. เริ่มต้นออกเดินทางกันที่ “ท่าเรือปากบารา” จ.สตูล โปรแกรมการท่องเที่ยววันนี้ คือ.. "เกาะหลีเป๊ะ"  ซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือปากบารา 67 กิโลเมตร และเที่ยวชมความสวยงามของ เกาะต่างๆ บริเวณรอบๆ เกาะหลีเป๊ะ ที่จะไปแวะเวียนเยี่ยมชมกัน

    เวลา 9.30 น. ก็ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางกันแล้วครับ วันนี้..ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศดีมากๆ.. เหมาะแก่การไปเที่ยวทะเลอย่างยิ่งครับ ออกเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ด(Speed Boat) ที่นับว่าเป็นการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และ ในบางเวลาก็สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ยามปะทะคลื่นได้เหมือนกันครับ

     

    สำหรับ..ผมแล้ว นี่เป็นครั้งแรกของผมเลยที่จะได้ไปเยือน "เกาะหลีเป๊ะ" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยอีกที่หนึ่ง ที่ผมต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิตให้ได้

    เวลา 10.30 น. เดินทางปะทะคลื่นมา เพียงประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เดินทางมาถึงสถานที่แรก นั่นก็คือ "เกาะไข่" ครับ เรือจะแวะจอดกันที่จุดนี้ บรรยากาศดีมากครับ อากาศดี ท้องฟ้าสดใส และ น้ำทะเลใสแจ๋ว .. ^^ เดินเท้าเปล่าลงมาสัมผัสหาดทราย และน้ำทะเล โดยจะมีเวลาอยู่ที่นี่กันประมาณ 30 นาที  อยากบอกว่า..น้ำใสจนอยากโดดลงไปแหวกว่ายซะจริงๆ เลย..!!!

    นักท่องเที่ยวต่างแวะเวียนมาชมความงามของเกาะไข่กันอย่างไม่ขาดสาย ก็เพราะว่า..เกาะไข่เป็นทางผ่านเพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะหลีเป๊ะ และ เกาะอาดัง-เกาะราวี นั่นเอง!!

    ช่วงนี้ (มีนาคม) ถือได้ว่า เป็นช่วง High Season ของทะเลไทยฝั่งอันดามันครับ ทำให้ได้เห็นทะเลสวยๆ ท้องฟ้าสดใส ไม่มีพายุคลื่นลม ครับ

    เดินมาชมประติมากรรมธรรมชาติ "ซุ้มประตูหิน" อันเป็นสัญลักษณ์ของ เกาะไข่ และอุทยานแห่งชาติตะรุเตา กันครับ..!! เกาะไข่ .. นั้นมีความสำคัญทางธรรมชาติมาก เพราะเกาะนี้แห่งนี้มักจะมีเต่าทะเลชอบขึ้นมาวางไข่เสมอ และ เป็นแหล่งที่มีสัตว์น้ำชุกชุม ทางอุทยานฯ จะไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวพักแรมบนเกาะ  และบนเกาะนี้ก็ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น

    ที่แห่งนี้มีความเชื่อว่า... คู่รักคู่ใดได้ลอดซุ้มประตูหินนี้จะสมหวังในความรัก และครองคู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป เหมือนกับป้ายที่เขียนไว้หน้าซุ้มประตูหิน ที่ว่า..

     

    "ซุ้มรักนิรันดร์"

    "ประตูหินโค้ง...ตะรุเตา สตูล

    จุดเพิ่มพูน ตำนาน รักหนุ่มสาว

    แดนประเดิมเสริมรักให้ยืนยาว

    สองเราก้าวสู่ประตู...รักนิรันดร์"

     

                             
    • โพสต์-2
    CHAILAIBACKPACKER •  เมษายน 11 , 2559

    เวลา 11.30 น. จากเกาะไข่..ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็เดินทางมาถึง "เกาะหินงาม" ครับ..!!

     

    "เกาะหินงาม" เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ในบริเวณหมู่เกาะอาดัง-ราวีครับ ตอนนั่งเรือมานั้น.. ดูไกลเหมือนเป็นหาดทรายสีดำ แต่เมื่อเข้าไปใกล้จะพบว่า..หาดสีดำนั้นคือก้อนหินหลากหลายก้อน หลากหลายขนาดเต็มไปทั้งหาด เป็นความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างหนึ่งเลยครับ..!!

    เกาะหินงาม.. มีเรื่องราวที่ถูกกล่าวขานในความเชื่อที่ว่า หินทุกก้อนบนเกาะหินงามต้องคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตา ใครที่นำหินบนเกาะหินงามเหล่านี้ออกจากเกาะไป จะต้องมีอันเป็นไป...!!!

     

    โดยมีคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตาติดป้ายไว้เตือนใจนักท่องเที่ยวว่า..

     

    “...ผู้ใดบังอาจเก็บหินจากเกาะนี้ไป ผู้นั้นจะพบซึ่งความหายนะ นานาประการ จะประสบอุบัติเหตุ จะกลับไม่ถึงบ้าน จะหลุดพ้นจากหน้าที่การงาน จะพบภัยพิบัติไม่มีที่สิ้นสุด จนถึงแก่ชีวิต...”

    บรรดาหินหลากหลายขนาดที่เกาะหินงามจะเป็นหินลักษณะกลมมน  มีสีเทาดำ โดยจะมีความวาววับเมื่อถูกน้ำทะเล ดังนั้น.. ถ้าอยากได้ภาพหินวาววับสวยๆ ก็ต้องไปถ่ายรูปตรงบริเวณที่หินถูกน้ำทะเลครับ..จะสะท้อนกับแสงแดด วาววับสวยงามมาก

    เวลา 12.00 น. ถึงเวลาที่จะได้ลงน้ำกันแล้ว.. !!! เรือได้พาออกจากเกาะหินงาม มุ่งหน้าไปที่ "ร่องน้ำจาบัง" ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะไปดำน้ำดูปะการังครับ

     

    เพียง 15 นาที จากเกาะหินงาม ก็มาถึงร่องน้ำจาบัง หลังจากที่เรือทอดสมอเป็นที่เรียบร้อย ก็เตรียมพร้อมที่จะดำน้ำกัน เป็น การดำน้ำตื้น (Snorkeling)  โดยได้รับแจกอุปกรณ์การดำน้ำ พร้อมรับฟัง สาธิตวิธีใช้ และ คำแนะนำการดำน้ำให้ถูกวิธี ทั้งนี้..ก็เพื่อความปลอดภัย..!!

    วันนี้.. กระแสน้ำบริเวณร่องน้ำจาบังค่อนข้างแรงครับ เพราะแค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับว่า..ร่องน้ำ  จะเป็นบริเวณที่น้ำไหลผ่าน การมาดำน้ำที่นี่จะต้องใช้ความระมัดระวังครับ  และ เชือกก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำน้ำที่จุดนี้

    บริเวณกองหินจาบังนี้ จะปกคลุมด้วยปะการังอ่อนหลากสีเกาะอยู่อย่างมากมายครับ โดยเกาะอยู่ตั้งแต่บนยอดกองหินไล่ลงไปจนถึงระดับลึกจนมองไม่เห็น  ซึ่งปกติแล้วการชมปะการังอ่อน ต้องดำน้ำลึกแบบใช้ถังอากาศดำลงไปดูครับ.. (วันนี้ น้ำค่อนข้างขุ่นมาก เลยถ่ายภาพมาไม่ค่อยชัดนะ ^^)

    เวลา 13.00 น. หลังจากดำน้ำชมปะการังกันแล้ว ก็ขึ้นเรือไปยังจุดหมายต่อไปครับ นั่นก็คือ.. "เกาะราวี”  เดินทางมาถึงเกาะราวีเวลาประมาณบ่ายโมง ซึ่งจะมาพักทานอาหารที่เกาะนี้ครับ

     

    หลังจากเดินลงจากเรือ.. เท้าแตะผืนทราย ก็สัมผัสได้ถึงความสวยงามของ.."เกาะราวี" เลยทีเดียว ด้วยความใสของน้ำทะเลอันเป็นจุดเด่น ชายหาดสีขาวที่ทอดยาวดูสะอาดตา เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างมาก

    "หาดทรายขาว เกาะราวี" เป็นหาดทรายที่ขาวละเอียดสวยสะอาดครับ  บรรยากาศก็ เงียบสงบ มีต้นไม้มากมายที่ขึ้นอยู่โดยรอบ  น้ำทะเลก็ใสแจ๋ว นักท่องเที่ยวจึงนิยมแวะเกาะราวีแห่งนี้เพื่อเล่นน้ำคลายร้อนครับ โดยมีภาพเบื้องหน้า คือ.."เกาะอาดัง" ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้เพียง 1 กิโลเมตร

    บรรยากาศดีๆ..จนน่ามา "ติดเกาะ" สักวันสองวันนะครับ ^^

    รับรองเลยครับว่า.. ใครได้มาเยือนถึงที่นี่แล้วไม่ลงเล่นน้ำไม่ได้เลยนะ เพราะว่า..ไม่สามารถ อดใจ ได้แน่นอน ด้วยความขาวของหาดทราย  และความใสของน้ำทะเลยั่วยวนให้ลงไปเล่นน้ำมากๆ

    ต้นไม้ริมหาดเยอะมาก แตกกิ่งก้านสาขายื่นออกไปปในทะเลมากมายหลายต้น ดูร่มเย็นดีครับ และ บริเวณหาดทรายก็ยังมีขอนไม้ต่าง ๆ ให้ได้เป็นฉากไว้นั่งถ่ายภาพสวย ๆ อีกด้วย

    เวลา 14.30 น. จากเกาะราวี ออกเดินทางกันต่อ นั่งเรือผ่านเกาะรอกลอย มาจนถึง "เกาะผึ้ง" ในระหว่างทางก็สามารถเก็บภาพความสวยงามของสองข้างทางได้ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนเรือ มีเกาะเล็ก เกาะน้อย หลายเกาะที่นั่งเรือผ่าน ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์

     

    "เกาะผึ้ง" เป็นเกาะหินเล็ก ไม่มีหาดทราย  อยู่ไม่ไกลจากเกาะหลีเป๊ะ จะขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของกลุ่มปะการังอ่อน กัลปังหาสีชมพู ดาวขนนก ดอกไม้ทะเล และฝูงปลานานาชนิด เนื่องจากเกาะตั้งอยู่กลางร่องน้ำ การไปดำน้ำที่เกาะผึ้งนี้จึงต้องระมัดระวังเรื่องกระแสน้ำเป็นพิเศษ

    ไม่ห่างจากเกาะผึ้ง ก็เดินทางมาถึง "เกาะหินซ้อน" ซึ่งเป็นเกาะที่มีความโดดเด่นตรงที่ลักษณะของหินสี่เหลี่ยมสองก้อน ตั้งซ้อนกันกลางทะเล ครับ เกาะนี้ เป็นเกาะหิน จึงไม่มีชายหาดรอบเกาะ  แต่บริเวณรอบเกาะหินซ้อนนี้ก็ถือว่าเป็นจุดที่มีแนวปะการังที่สวยงาม มีทั้งปะการัง ดอกไม้ทะเล และสัตว์น้ำนานาชนิด ที่เหมาะในการมาดำน้ำตื้น ณ จุดนี้ครับ

     

    เมื่อมองจากเรือไกลๆ นั้น.. เกาะหินซ้อนดูๆ ไปแล้วก็เหมือนกับศิลปะประติมากรรมกลางทะเลไทยเลยครับ และความน่าแปลก ก็คือ ก้อนหินสองก้อนนี้ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นหินสองก้อนที่วางซ้อนกันเฉยๆ แต่ก็มีความมั่นคงมาก ความแปลกของธรรมชาติสร้างสรรค์ ก็เลยทำให้ "เกาะหินซ้อน"  เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องไม่พลาดมาชม

    • โพสต์-3
    CHAILAIBACKPACKER •  เมษายน 11 , 2559

    เวลา 15.30 น. เดินทางมาถึง  "เกาะหลีเป๊ะ...!!!..." ซึ่งสภาพทั่วไปของ "เกาะหลีเป๊ะ" นั้น เป็นเกาะเล็กๆ  มีลักษณะแบนๆ คล้ายบูมเมอแรง  ชื่อ "เกาะหลีเป๊ะ" หมายถึง เกาะที่ราบเรียบคล้ายกระดาษ ซี่งมีที่มาจากภาษาท้องถิ่นชาวเลครับ เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ จนเป็นที่นิยมของหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ

     

    เรือมาจอดเทียบที่ "หาดพัทยา เกาะหลีเป๊ะ" 

    ที่นี่..."หลีเป๊ะ"

    มาเที่ยวเกาะหลีเป๊ะมีกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ควรพลาด นั่นก็คือ..การมาเดิน "Walking Street" หรือ ถนนคนเดินที่เกาะหลีเป๊ะ ที่ถือเป็นถนนเล็กๆ บนเกาะสายสำคัญ เพราะว่าบนถนนคนเดินนี้ จะเต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ รถเข็นขายของ ร้านทัวร์ ร้านขายอุปกรณ์ดำน้ำ ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ ตั้งเรียงรายกันอยู่ตลอดสองข้างทาง เป็นระยะทางประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตรทีเดียว

    โดยปกติแล้ว.. ถนนคนเดินเกาะหลีเป๊ะจะเปิดตั้งแต่ช่วง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ครับ ถ้าเป็นช่วงดึกๆ รับรองว่า ถนนเส้นนี้ คึกคัก แน่นอน.. ถนนคนเดิน ก็มักจะเป็นร้านอาหาร ผับ บาร์ ร้านขายของฝาก ขายของที่ระลึกก็พบเห็นได้ทั่วไปตลอดถนนครับ สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกเสื้อผ้า กางเกง แว่นกันแดด ฯลฯ ส่วนของที่ระลึกก็จะเป็นพวกเข็ดกลัด ที่ทับกระดาษ พวงกุญแจ เป็นต้น ไว้ให้เลือกซื้อไปเป็นของฝากกัน

    ถ้าเดินจากหาดพัทยา ไปตามเส้นทางถนนคนเดินเส้นนี้ จะสามารถไปโผล่ที่ หาดชาวเล ชายหาดอีกฝั่งหนึ่งของเกาะได้เลย โดยใช้เวลาเดินประมาณ 10-15 นาที เท่านั้น..!!

    บรรยากาศตอนบ่ายแก่ๆ แบบนี้กำลังดีครับ แดดไม่ร้อนเกินไป จะเห็นเรือจอดเทียบหาด ไปตลอดแนวของชายหาดแห่งนี้เลย

     

    ชายหาดพัทยา ที่กำลังเดินเล่นอยู่ ณ ตอนนี้ เป็นหาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีความหลากหลายทั้งที่พัก อาหาร และเครื่องดื่ม ทำให้ตลอดแนวชายหาดพัทยา จึงพบเห็นกับที่พัก ร้านอาหารมากมายเรียงรายเต็มไปหมด แต่ถึงกระนั้น ชายหาดบริเวณนี้ก็ยังคงความสวยงาม ทั้งความใสของน้ำทะเล และหาดทรายที่ขาวเนียน 

    เมื่อได้เวลาอันพอสมควรแล้ว..ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องร่ำลา "เกาะหลีเป๊ะ" แล้ว!

     

    เดินทางกลับ "ท่าเรือปากบารา" เป็นอันสิ้นสุด จบ วันเดย์ทริป เที่ยวเกาะหลีเป๊ะ และทะเลจังหวัดสตูล ใน 1 วัน ถึงแม้ว่า..จะมีเวลาไม่มากนักในการได้มาเยี่ยมชมท้องทะเลของที่นี่  แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศและความงดงามของธรรมชาติ ได้มีโอกาสมาเห็นท้องทะเลไทยสวยๆ กันสักครั้ง..เนอะ มีโอกาส อย่าลืมไปเที่ยวกันนะ!

     

    "..ลาแล้ว เกาะหลีเป๊ะ..!!.."

     

    การท่องเที่ยวเชิงไฉไล | CHAILAIBACKPACKER

    Fanpage : https://www.facebook.com/chailaibackpacker

    Instagram : CHAILAIBACKPACKER

    Twitter : @chailaibackpack / goo.gl/VIBXC9