พอบอกว่าจะไป "อุทัยธานี" มีแต่คนตั้งคำถาม ว่าไปทำไม อุทัยมีอะไรหรอ ขนาดไปถึงที่แล้วคนอุทัยยังถามว่า ทำไมถึงมาเที่ยวอุทัย เอาจริง อุทัยธานี แทบไม่อยู่ในลิสหัวเราเลยด้วยซ้ำ ก่อนเดินทางหนึ่งวัน บังเอิญเลื่อนไทม์ไลน์ผ่านๆ เหมือนเห็นกระทู้อะไรสักอย่างแว๊บๆ เลยเข้าไปอ่านดู น่าสนใจ  คอนเซปหลักๆ คือ เดินทางไม่ลำบากเพราะไม่มีรถส่วนตัว ในพื้นที่สถานที่ท่องเที่ยวไม่ห่างไกลกันมาก รวมๆสถานที่ดูปลอดภัย  งบไม่เกิน 3,000  ที่สำคัญถ้าได้นั่งรถไฟชิวๆไปได้จะฟินมากๆ แต่จะบอกให้รู้ไว้ อุทัยธานี ไม่มีสถานีรถไฟจ้ะ 

  • การเดินทาง

1.รถยนต์ส่วนตัว

2.รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ :  สายกรุงเทพฯ-คลองลาน จากสถานีขนส่งหมอชิต 2 

มีทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-22.00น.(จากกรุงเทพฯ) จากอุทัยธานี 10.00 - 23.00 น.  โทร. 056-511-058,056-511-914

3.รถตู้ (เราไปรถตู้)  ขึ้นจากสถานีขนส่งหมอชิต 2  ชานชลาที่ 3  ราคา 150 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม.

4.รถไฟ สามารถนั่งรถไฟมาลงที่สถานีนครสวรรค์แล้วนั่งรถหวานเย็นสีส้มมาลงที่อุทัยได้ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

ข้อมูลจาก : หนังสือ อุทัยฯในอภิรมย์ และ https://www.thai-tour.com/travel/uthaithani

 

เราถึงอุทัยธานีก็เที่ยงนิดๆ แวะกินข้าวแล้วเดินจากบ.ข.ส. อุทัยไปที่พัก ในแผนที่คือคิดว่า เดินไหว แต่เอาจริงก็ไกลใช่เล่น อุทัยธานี มีวงเวียนเยอะมาก วงเวียนหอนาฬิกา วงเวียนช้าง วงเวียนโดนัลดั๊ก ฯลฯ เราเดินผ่าน 3-4 วงเวียนได้ก็ถึงที่พัก เราพักที่ "ค่ำนี้ที่อุทัย" สำหรับคืนแรก

  • ค่ำนี้ที่อุทัย  ที่พักที่เราไปพักเป็นสไตล์บ้านไม้เก่านำมารีโนเวทใหม่ อากาศถ่ายเท ที่สำคัญมีมุมถ่ายรูปเกร๋ๆ และใกล้ร้านกาแฟและร้านบะหมี่หลายร้าน เรียกได้ว่า เดินหลงไปมุมไหนก็เจอ 

ที่พัก : https://www.facebook.com/comeneeteeuthai/

ค่ำนี้ที่อุทัยมีห้องนอนเพียงแค่ 4 ห้องเท่านั้นแต่ละห้องก็จะมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เสาร์-อาทิตย์จะเต็มเร็วมาก แนะนำให้จองล่วงหน้า แต่ถ้าวันธรรมดาโอกาสห้องพักว่างจะเยอะกว่า 

อันนี้ห้องพักเรา

แต่ละห้องจะมีห้องน้ำเป็นของตัวเองซึ่งอยู่ด้านนอก ยกเว้นห้องที่ 4 ที่จะมีห้องน้ำในตัว มีครีมอาบน้ำ ยาสระผม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวให้ครบ

ห้องน้ำห้องเรา

วิวจากห้องพัก มองเห็นยอดเขาสะแกกรัง อ่านว่า สะ-แก-กรัง ไม่ใช่ สะ-แกก-รัง พักเก็บของเสร็จแล้วก็ลงมาด้านล่าง พี่เจ้าของที่พักเขาก็แนะนำว่า ตอนเย็นมีถนนคนเดินตรอกโรงยาจะเริ่มวางของก็ 4-5โมงนั่นแหละ เราเลยถามว่า ระหว่างนี้ เราจะไปไหนดี พี่เขาก็แนะนำว่า ร้านกาแฟเยอะ ถ้าสายฮิปเตอร์ต้องชอบแน่ๆ ไอ้เราก็แบบเพิ่งกินข้าวมาให้ยัดอะไรเพิ่มก็คงไม่ไหว ระหว่างทางมาที่พักเจอขนมถ้วย กล้วยทอด นี่ฟาดมาเป็นระยะ กินอีกอ้วกแน่ พี่เขาก็เลยบอกว่า ให้ไปปั่นจักรยานชิวๆฆ่าเวลาไหม หน้าเคาน์เตอร์มี Guide book เยอะมาก ท.ท.ท.ของอุทัยของมาฝากไว้ เราเลยหยิบมา 2 เล่ม  ระหว่างนั่งตัดสินใจ พี่เขาก็เอาน้ำอัญชัญมะนาวมาให้ เพิ่งรู้ว่าบีบมะนาวแล้วมันเปลี่ยนสี 

จักรยานเราเช่าของที่พัก เหมาทั้งวัน 80.- ถ้าเป็นชั่วโมง ชม.ละ 10 บาท เป็นจักรยานที่คนแถวนั้นมาฝากไว้ให้เช่า 

  • เส้นทางจักรยาน

เส้นทางที่ 1  - 2.8 กิโลเมตร : ระยะทางไม่ไกลมาก ใช้เวลาประมาณ 20นาที โดยจะผ่านริมน้ำสะแกกรัง ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นพระตำหนักของพระเทพฯด้วย

เส้นทางที่ 2  -  8 กิโลเมตร : เส้นทางนี้จะไปสายธรรมชาติหน่อย ผ่านทุ่งนา ผ่านวัดและไปออกถนนใหญ่ ใช้เวลา ประมาณ 60-90นาที

เส้นทางที่ 3  -  11.3 กิโลเมตร : เส้นทางนี้ก็สายธรรมชาติเหมือนกัน แต่ที่เป็นไฮไลท์เด็ดคือ สะพานแขวนเกาะเทโพ ใช้เวลา 1-1.30 ชั่วโมง ถ้าปั่นแบบไม่รีบนะ  

ส่วนเรา เราเลือกเส้นทางที่ 2 ระยะทางกำลังดีผ่านธรรมชาติ ผ่านนา ผ่านวัด ที่อยากไปที่สุดคือสะพานแขวน เพราะทำให้นึกถึงพี่โชน

ที่แรกที่เราไปคือร้านขนมไพพรรณ คือไส้แน่นมากกัดปุ๊ปทะลักเลย เห็นไส้สังขยาอย่างนี้คิดว่า น่าจะหวานแสบคอ แต่ไม่เลยรสชาติกำลังดี จัดไป 1 กล่อง 80.- 8 ลูก (ใจเย็น ไม่ได้หมดในวันเดียวนะ)

facebook ร้าน : https://www.facebook.com/%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93-%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5-1681315005467533/

  
  •  ภูผากาแฟ ณ ลานสะแกฯ  แวะซื้อน้ำก่อนที่จะปั่นอีกยาวๆ 
สภาพยานพาหนะของเราในครั้งนี้

​สะพานข้ามไปยังวัดโบสถ์

แค่เห็นสะพานก็หืม... เห็นไปบอกเพื่อน มึงจะปั่นก็ได้นะ กูขอเข็นลาก่อน  แค่คิดว่า จะไถลถูกกับพื้นด้วยความชันระดับนี้ก็เจ็บแล้ว เพื่อนก็เข็นเช่นกัน

วิวบนสะพาน จะเห็นประมาณนี้

มีชาวบ้านบางส่วนที่ใช้ชีวิตบนแพ บ้านบนแพก็เหมือนบ้านบนบกทุกอย่างแหละ ปลูกพืชก็ได้ มีน้ำ มีไฟฟ้าใช้ปกติแค่อยู่ในน้ำ 
  • วัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์ อยู่ตรงข้ามตลาดสดริมน้ำ เป็นวัดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในมีจิตรกรรมพุทธประวัติปรากฎบนฝาผนัง วัดแห่งนี้รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ เมื่อปีพ.ศ.2449 

         ปั่นผ่านวัดมาเรื่อยๆ ระหว่างทางจะมีป้าย Bike route ตลอดปั่นตามป้ายไปก้เจอกับความวิถีชุมชน ผ่านรีสอร์ทริมน้ำ ผ่านบ้านชาวบ้าน แล้วก็มาเจอทุ่งนา

ความพยายามจะเอาจักรยานไปถ่ายกลางนา แต่ไม่สำเร็จ แวะจอดถ่ายรูปข้างทาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ชุมชนอันเงียบสงบ จึงมีรถผ่านมาตั้งแต่เริ่มปั่น 1 คันถ้วน นี่แหละคือความสงบที่แท้จริง เหมาะกับวิถีสโลว์ไลฟ์ที่สุด  จุดมุ่งหมายหลักๆที่เราจะไปคือสะพานแขวน แต่จอดถามชาวบ้านแถวนั้น เขาบอกว่าอีกครึ่งทาง โห..ครึ่งทาง ไอที่เราอยู่เนี่ยจากวัดก็ไกลแล้วนะ แต่จะย้อนกลับมันก็เสียดายเลยต้องก้มหน้าก้มตาปั่นต่อ คือในหัวตอนนั้นแบบ ทำไมไม่เช่ามอไซค์ตั้งแต่แรก แต่ก็เอาเถอะมาถึงขนาดนี้แล้ว ปั่นต่อค่ะ เราจะต้องทำเวลาเพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกบนเขาสะแกกรังให้ทันก่อน 5 โมง
  • สะพานแขวนเกาะเทโพ : มันไม่ใช่พี่โชนอย่างที่คิด แต่ก็พอถูไถไปได้ นั่งห้อยขาได้แต่ต้องฟังเสียงมอเตอร์ไซค์ดีๆ เพราะเขาจะใช้สะพานนี้ข้ามไปเกาะเทโพ จริงๆก่อนหน้านี้มีการปลูกดอกดาวเรืองด้วยแต่เนื่องจากน้ำท่วมก็เลยไม่มีเหลือแล้ว
ไอ้ที่หันนี่ไม่ใช่จะฮิปเตอร์อะไร ได้ยินเสียงรถมา  หรือจะนอนยิ้มกับหยากไย่บนสะพานแบบใสๆ 

          ถ่ายรูปสะพานจนพอใจล่ะ ก็ปั่นกลับไปในเมืองเพื่อจะไปขึ้นเขาสะแกกรังให้ทันดูพระอาทิตย์ตก

นี่ไงจ๊ะ Bike route มีตลอดทางคอนเฟิร์ม แต่ route ไหนเป็นอันไหนคือ ไม่รู้ สรุปเราปั่นตามป้าย 3 route ยำรวมกัน

หลังจากที่เราเจอถนนเส้นนี้เราก็สำเหนียกได้ว่า นา ที่เราลงไปถ่ายรูปนั้นไม่ใช่สถานที่ที่อยู่ใน Route แต่เป็นนาของชาวบ้าน ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเราดันปั่นมั่ว ง่ายๆ หลงนั่นเอง 5555555 สุดท้ายได้ google maps ช่วยชีวิตเราไว้
  • สะพานพัฒนาภาคเหนือ 
ถ่ายรูปไม่ทันถึง 5 นาทีตอนนั้นใกล้จะ 4.30 แล้วความซวยมาเยือนคือ เปิดแผนที่ดูจากสะพานไปเขาเนี่ย 15 กิโลแทบช็อค ปรากฎว่าแผนที่พาอ้อม เลยตกลงกันว่า ปั่นเข้าเมืองก่อนแล้วค่อยเสิรช์ใหม่ 
  • ศาลหลักเมืองอุทัยธานี
  • เขาสะแกกรังและวัดสังกัสรัตนคีรี หรือวัดเขาแก้ว เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนภูเขา โดยมีบันไดทั้งหมด 449 ขั้นสามารถขึ้นได้สองทางคือเดินขึ้นทางบันได หรือ จะนั่งรถขึ้นเขาก็ได้เหมือนกัน ในช่วงเทศกาลออกพรรษาจะมีผู้คนมาร่วมงานตักบาตรเทโวกันที่วัด และชาวบ้านจะนิยมเอางาช้างมาวางไว้หน้าบ้านอวดกันว่าของใครสวยกว่ากัน หากใครจะชมพระอาทิตย์ตกจะต้องมาชมบนเขานี้ ส่วนพระอาทิตย์ขึ้นต้องไปชมที่ฝั่งตลาดเช้าริมแม่น้ำสะแกกรัง
พระจันทร์มาแล้วอีกฝั่ง เสร็จจากวัดด้านบนก็ลงมาไหว้พระที่วิหารด้านล่าง 

ไหว้พระเสร็จ ด้วยความเป็น #อีลูกช่างถ่อ ก็ปั่นจักรยานไปหาอะไรกินก่อนกลับที่พัก ที่ถนนคนเดินตรองโรงยา

  • ถนนคนเดินตรอกโรงยา มีข้าวปลา อาหารสำเร็จรูป มีขนมเบื้องญวณ ขนมกง ส้มซ่า ร้านข้าวต้มกุ๊ย และอีกมากมาย เปิดทุกวันเสาร์ 16.00-21.00 น.
แถวนี้คนก็จะครึกครื้นหน่อยแต่พอ สี่ทุ่มจะเริ่มซาๆแล้ว เพราะตลาดเริ่มมาตั้งแต่ 4-5 โมงแล้ว วงเวียนโดนัลดั๊ก
  • บ้านนกเขา จะมีพวกของเก่าโบราณ สามารถเข้าไปถ่ายรูปได้ฟรี
หลังจากซื้อของมาเต็มไม้เต็มมือแล้วก็ปั่นกลับที่พักกัน แล้วก็นั่งโม้กับพี่เจ้าของที่พักเกือบจะสี่ห้าทุ่มแล้วก็เข้านอน
  •        DAY  2  วันนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไปวัดท่าซุงแล้วกลับมาเก็บคาเฟ่ในตัวเมือง 

หน้าตาอาหารเช้าของที่พัก น้ำพริกปลาแห้งอร่อย อิ่มสุดๆทั้งผลไม้ นมน้ำ  ตามโปรแกรมแล้วตอนเช้าที่พักเขาจะมีให้ไปนั่งเรือชมแม่น้ำสะแกกรัง แต่ว่าเราน่าจะไปไม่ทันเพราะต้องปั่นไปขึ้นเรือที่พญาไม้รีสอร์ท เราก็เลยสละสิทธิ์ โปรแกรมนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าจองที่พักจากเว็บไซต์ agoda หรืออื่นๆ จะไม่มีเพจเกจนี้รวม ส่วนตัวเราจองโดยตรงก็เลยมีให้ 

พอเสร็จจากกินข้าวเช้าเราก็ไปเดินเล่นแถวรอบๆ ที่พัก ไปตลาดเช้าแต่ไม่ได้ถ่ายไว้ วันอาทิตย์เขาจะมาตั้งแถวนี้ แต่วันปกติก็อยู่แถวริมน้ำเหมือนเดิม

เดินเล่นแป๊ปนึง แล้วก็กลับมาที่พักถามพี่เจ้าของว่า เราจะไปวัดท่าซุง ไปยังไงได้บ้าง จริงๆก็มีสองแถวรอบเมืองคันสีเหลืองแต่นานๆทีจะเจออันนั้นอ่ะไปถึง แต่ถ้าวิธีอื่นก็มีสามล้อประมาณนี้ เราก็เลยตกลงกันว่างั้นไปสามล้อแล้วกัน พี่เจ้าของที่พักก็เลยโทรคุยให้ ตกลงราคาที่ 200 บาทไป-กลับ แต่จริงๆคุณลุงคิดเรา 250 บาทเพราะพานำเที่ยวด้วย ตอนแรกก็คิดว่าจะได้นั่งสามล้อแบบชิมลมชิมแดดไป แต่เอาเข้าจริงคุณลุงเอารถมิล่ามารับแทน มันก็จะดีหน่อย ไม่ร้อนมาก 
  • วัดท่าซุง หรือวัดจันทาราม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ภายหลังถูกบูรณะโดยพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ นอกจากเป็นวัดให้ศาสนิกชนมาสักการะแล้วยังเป็นแหล่งปฏิบัติธรรมของผู้มีจิตศรัทธาอีกด้วย  เอาจริงๆคือวัดกว้างมากๆมี2 ฝั่งถนน เดินจริงๆก็คงไม่ไหวอ่ะ 
วิหารถัดมา พระองค์นี้ที่นิ้วมือเป็นเพชรแท้  ไปให้อาหารปลาต่อ อยู่อีกฝากของถนน  เดินทางกลับที่พัก เพื่อย้ายของไปอีกที่พักนึง คืนนี้เราจะนอนแพกัน พอกลับไปถึงที่พัก พี่เจ้าของที่พักเลยอาสาไปส่งเราที่ที่พักใหม่ เพราะว่าค่อนข้างไกล ร้อน และสัมภาระเราหนัก 
  • อยู่แพ : เป็นบ้านบนแพมีท่าขึ้นเป็นของตัวเอง อยู่ใกล้กับวัดโค่ง ที่พักมี 4 ห้องซึ่งแต่ละห้องก็จะแตกต่างกันไปมีทั้งห้องใหญ่แบบแฟมิลี่และก็ห้องเล็กแบบพักสองคน ส่วนห้องที่เราพักเป็นเตียงสองชั้น ใช้ห้องน้ำรวมกับอีกห้องนึง ที่นี่มียาสระผม ผ้าเช็ดตัวให้เหมือนกัน มีห่วงยางเป็ดให้เล่นแต่ต้องใส่ชูชีพ ตอนค่ำๆยุงดุมาก พกยากันยุงไปด้วยก็ดี 

ที่พัก : https://www.facebook.com/upaeuthai/   

เอาของไปเก็บเสร็จ ก็ออกมาเดินที่ตลาด วันนี้จะเป็นวันกินของเรา 
  • เจ๊โหนกก๋วยเตี๋ยวไก่ เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น หมูตุ๋น ร้านอยู่บริเวณตรอกโรงยา เปิด 9.00-17.00 น.    ราคา 30-50 บาท
  • ไอติมป้าแจว  ราคา 20 บาท ไอติมโฮมเมดทำเองทุกวัน
  • Cup and handle cafe  ร้านคาเฟ่ที่หันไปทางไหนก็มีแต่มุมถ่ายรูป minimal style สุดๆ แถมเจ้าของร้านใจดีเดินเอาไม้เซลฟี่มาให้เรายืมอีกด้วย 

เพจร้าน : https://www.facebook.com/Cup-and-Handle-Cafe-823183227850584/

แม่เจ้าของร้านค่ะ :)
  • บ้านจงรัก บ้านเรือนโบราณเป็นมรดกตกทอดของตระกูล "เทศนา" เจ้าของบ้านให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและวิถีความเป็นอยู่ของคนอุทัยสมัยก่อนมาก บ้านหลังนี้เปิดให้เขาชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ด้านล่างเป็นร้านกาแฟ มีโปสการ์ดขายด้วย ส่วนด้านบนเปิดให้เข้าชมของเก่า มีตั้งแต่ของใช้สมัยก่อน โต๊ะทำงาน ชั้นวางหนังสือ ยันเครื่องรางของขลัง โดยตัวบ้านชั้นบนจะสามารถเดินทะลุด้านหลังไปชมบ้านไม้สมัยก่อนได้ 

เพจ : https://www.facebook.com/banjongrakuthai/

ที่ใส่เหล้าราคาแพงสมัยก่อน ด้านนอกเป็นลูกโลก 
บ้านเรือนไทย ที่เดินต่อไปได้ 

เราคุยกับคุณลุงเจ้าของบ้านจงรักเพลิน จนร้านปิดคุณลุงแนะนำว่าใกล้ๆนี้มีร้านหนังสืออยู่ 2 ร้านให้ลองเดินไปดู พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินเลย ไปต่อไหว 

  • ฺกาลครั้งหนึ่ง เราผ่านแต่ร้านดันปิดซะแล้ว
  • Booktopia เจ้าของร้านเป็นนักเขียนชื่อดังในอุทัยธานี นามปากกาว่า "ญามิลา"  เป็นร้านหนังสือท้องถิ่นซึ่งหนังสือส่วนใหญ่จัดตีพิมพ์เองและหาซื้อได้ที่อุทัยเท่านั้น เราชอบร้านนี้มาก เหมือนอยู่ตรอกไดแอกอน โม้กับคุณป้าเจ้าของร้านนานจนพระอาทิตย์ตกเลยทีเดียว 

เพจ : https://www.facebook.com/Booktopia-155900134462189/?ref=br_rs

เราซื้อเล่มนี้มาโดยบังเอิญเพราะเห็นว่าเกี่ยวกับซิดนีย์ แต่มารู้ทีหลังว่าเขาเป็นคนเขียนหนังสือรีวิวร้านกาแฟที่เกาหลีใต้ ที่เราเคยอ่านแล้วตั้งใจจะไปตาม รู้สึกโลกกลมอย่างบอกไม่ถูก ส่วนเล่มนี้  อุทัยในอภิรมย์  ทางร้านเป็นคนเขียนเอง ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดอุทัยธานี เดินทางไปถ่ายรูปเอง เขียนคอนเท็นเอง เราอ่านจบแล้ว อธิบายความเป็นอุทัยธานีได้ดีเลยทีเดียว มีหลายอย่างที่เรานักท่องเที่ยวไม่เคยรู้มาก่อน ภาพด้านในสวยอ่านแล้วสบายตา เหมือนเสียเงินซื้อหนังสือนำเที่ยวแพง แต่เชื่อไหมเราได้มา ฟรี !!!!! เราจะมาบอกกติกาท้ายกระทู้นะ  นักเขียน นามปากกาว่า "ญามิลา" เราโม้กับคุณป้าซะมืดเลย พอออกจากร้านตะวันก็ตกดินซะละ เดินมาเรื่อยๆพบว่าทางกลับไปที่พักเหมือนจะไกลกว่าที่คิด คงเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้วก็มืดแล้วด้วย เลยถามคุณป้าที่ตลาดว่า พอจะมีสามล้อแถวนี้บ้างไหม คุยไปคุยมาคุณป้าเลยอาสาพาไปส่ง น้ำตาไหลพราก ขอบคุณคุรป้ามากๆนะคะ ถ้าไม่มีคุณป้าพวกหนูคงเดินนานเลยค่ะกว่าจะถึงที่พัก 

ถึงที่พักก็สลบกันเลยทีเดียว พรุ่งนี้เราต้องรีบตื่นไปใส่บาตรกัน 

  • DAY 3
  • ตักบาตร  เช้านี้เราตื่นตั้งแต่เช้ากัน เพราะว่าจะไปใส่บาตรให้ทัน 7.00 น. พระจะพายเรือจากวัดโบสถ์มารับบาตรที่ฝั่งตลาดเช้า 
เสร็จจากตักบาตรก็กลับที่พัก ไปกินอาหารเช้า ระหว่างทางจำได้ว่า พี่ที่ค้ำนี้ที่อุทัย แนะนำให้กินขนมครกไส้หน่อไม้หน้าที่พัก ถ้าโชคดีหน่อยก็จะได้กิน เพราะขายหมดเร็วมาก เรียกได้ว่า แคะแทบไม่ทัน 
  • ขนมครกหน้าวัดโค่ง ขนมครกเจ้านี้ทีเด็ดอยู่ที่ไส้หน่อไม้ อร่อยมากบอกเลยยยยย คนต้องรอเข้าคิว ที่สำคัญแม่ค้า ฮามาก คุยเก่งเป็นกันเอง โม้กับแม่ค้านานเป็นชั่วโมง (อีกแล้วหรอ) ได้ช่วยป้าแกขายด้วย ป้าแกเลยทำให้ชิมฟรีบ้าง แถมบ้าง ไม่รู้ได้กำไรบ้างป่าว 55555  เปิดขาย 6.00-11.00 น.เท่านั้น แก๊สหมดก็ต้องรอ รอไม่ได้ก็ต้องอดนะจ๊ะ ชวนคุยได้ห้ามยืมเงิน มีป้ายห้อยอยู่ทั่วร้าน 
คุณป้าบอกว่า ถ่ายรูปแบบปิดหน้าไปนี่แหละ เดี๋ยวกลัวเปิดหน้ามาแล้ว ลูกค้าไม่ซื้อ 55555  ร้านขนมครกอยู่หน้าที่พักอยู่แพเลย ใครไปพักอย่าลืมแวะชิมนะคะ

รับประทานอาหารเช้ากัน มีทั้งของที่พ้กแล้วก็ซื้อเพิ่มมาเอง 

หลังทานข้าวเช้าเสร็จก็ถ่ายรูปเล่นสักพักนึงแล้วก็เตรียมตัวกลับกรุงเทพกัน แต่ก่อนกลับเราต้องแวะไปที่ ท.ท.ท. ก่อนเพื่อไปเอาหนังสือ อุทัยในอภิรมย์ ฟรี  จากสถานีขนส่งไป ททท. นั่งสามล้อ 30 บาท ทางที่ดีให้บอกชื่อเต็ม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอยู่ใกล้ โรงพยาบาลอุทัยธานี ห่างไปประมาณ 2-3 ตึก สังเกตดีๆ 
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดอุทัยธานี  : เรามาติดต่อรับหนังสือ อุทัยในอภิรมย์ ซึ่งสามารถรับได้ที่ ททท.อุทัยเท่านั้น 

กติกามีดังนี้ 

  1. ถ่ายภาพตัวเองคู่กับสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี (ภาพก่อนมารับหนังสือไม่เกิน 3 เดือน )และเป็นภาพตัวเองถ่ายคู่กับแลนมาร์กหรือจุดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ
  2. โพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดีย ตั้งค่า Public (Instagram , Facebook) ติดแฮชแท็ก #อุทัยฯในอภิรมย์ #tatuthai #ชื่อแหล่งท่องเที่ยวในภาพ  ** ต้องติดทุกแฮชแท็ก
  3. ในภาพที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดียมาแสดงหน้าเคาน์เตอร์ ททท.สำนักงานอุทัยธานี ตั้งแต่ 26 พฤศจิกายน 2560 ไปจนกว่าของจะหมด

**** แจกหนังสือ 1 คน 1 เล่มเท่านั้น ของมีจำนวนจำกัด ไม่สามาร๔รับแทนกันได้ ****

นอกจากนี้ที่ ททท.ยังมีหนังสือท่องเที่ยว เรียกได้ว่า เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ หยิบได้ฟรีเท่าไหร่ก็ได้ มีทุกภาค ทุกจังหวัด รวมถึงมีหนังสือ 12 เมืองต้องห้ามพลาดให้หยิบไปอ่านได้ฟรีๆอีกด้วย 

สำหรับตัวอย่างหนังสือ อุทัยฯในอภิรมย์สามารถทดลองอ่านตัวอย่างได้ที่ เพจของร้านหนังสือ Booktopia  :  https://www.facebook.com/pg/Booktopia-155900134462189/photos/?ref=page_internal

สิ้นสุดทริป เดินทางกลับกรุงเทพฯ

  • ค่าใช้จ่าย
  1. ค่าที่พักค่ำนี้ที่อุทัยฯ  1,200 บาทต่อคืน / 2  คนละ 600 บาท มีอาหารเช้าให้ มีจักรยานให้เช่า            ติดต่อสอบถาม : https://www.facebook.com/comeneeteeuthai/?ref=br_rs
  2. ค่าพี่พักอยู่แพ 1,200 บาท ต่อคืน / 2 คนละ 600 บาท  มีอาหารเช้าให้ มีจักรยนให้ยืม ฟรี!                  ติดต่อสอบถาม : https://www.facebook.com/upaeuthai/
  3. ค่าจักรยาน 80 บาท
  4. ค่ารถเหมา 240/2 คนละ 120 บาท 
  5. ค่ารถไป-กลับ เที่ยวละ 150 บาท 2 เที่ยวรวม 300 บาท 

รวม 1,700 บาท ไม่รวมค่ากิน ค่าของฝาก รวมๆแล้วเราใช้ไป 2,000 นิดๆ แต่ของกินที่นี่ถูกกว่ากรุงเทพ คอนเฟริม (ในตลาดเช้านะ ส่วนก๋วยเตี๋ยวก็ราคาปกติ คาเฟ่นี่เรททั่วไปแต่ก็ไม่ถือว่าแพงเท่ากรุงเทพ)

  • ที่ท่องเที่ยวอื่นๆ
  1. หุบป่าตาด อำเภอลานสัก
  2. ห้วยขาแข้ง อำเภอลานสัก
  3. เขาปฐวี อำเภอทัพทัน
  4. น้ำตกไซเบอร์ อำเภอห้วยคต
  5. น้ำพุร้อนเสมอทองและอ่างเก็บน้ำห้วยขุนแก้ว อำเภอห้วยคต
  6. ถ้ำพุหวาย อำเภอบ้านไร่
  7. ธรรมสถานวัดถ้ำเขาวง อำเภอบ้านไร่ 
  8. บ้านแก่นมะกรูด ตำบลแก่นมะกรูด
  1. เจ๊โหนกก๋วยเตี๋ยวไก่ ตรอกโรงยา
  2. ก๋วยเตี๋ยวท่ากุญชร  (หม้อไฟ) ถนนท่าช้าง 4
  3. ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ฮ่องเต้ (บะหมี่แห้งหมูตุ๋น หมูย่าง)  บริเวณสวน 200 ปี
  4. ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟเจ๋งจัง (เย็นตาโฟต้มยำ) ถนนพรพิบูล 
  5. ก๋วยเตี๋ยวเจ้เน้ยบะหมี่ กระเพาะปลา (บะหที่ไข่แห้งหมู)  ถนนราษฎร์อุทิศ
  6. ก๋วยเตี๋ยวในลาน (ลวกจิ้มหมู ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น)  ถนนพิบูลย์ศิริ
  7. เจ้รัชก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ (ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ เย็นตาโฟ)  ถนนศรีน้ำซึม   ฯลฯ 

 

ใครกำลังมองหาที่เที่ยวไปใช้ชีวิตสงบ (สงบจริง) สโลวไลฟ์ แนะนำให้ลองพิจารณาอุทัยธานีดูนะคะ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี้เอง เมืองของราคาถูก เมืองที่วิถีชีวิตแบบเก่าๆยังคงอนุรักษ์ไว้อยู่ เมืองที่มีคนมาปั่นจักรยานแกว่งกระดิ่งให้นอนตอน 4 ทุ่ม เมืองที่ยังอนุรักษ์ตึกไม้เก่าๆโบราณๆ เมืองที่มีวงเวียนเยอะแยะ และร้านก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ว่าจะเดินมุมไหนก็เจอ เมืองที่คนนอนเร็วกว่าเที่ยงคืน 4 ทุ่มเงียบกริบ เมืองที่ถนนรถไม่ติด เหมาะกับการหนีความวุ่นวาย เมืองที่ไม่โตมาก เมืองที่ทุกคนยินดีให้ความช่วยเหลือ ถ้าเห็นเรายืนงง เมืองที่ทุกคนดูหวงแหนความเป็นอุทัย และภูมิใจเมื่อพูดถึงจังหวัดตัวเอง เมืองที่มีเงิน 10 บาทก็กินก๋วยเตี๋ยวได้ 1 กล่อง เมืองที่คนมีน้ำใจสัมผัสบรรยากาศเหมือนบ้านที่ไม่ว่าเราทำผิดอะไร ก็พร้อมจะให้อภัย เช่น การนั่งรถไปผิดที่ หรือ ค่าพวงมาลัย 10 บาท แต่ขาด 1 บาทเลยเอาแค่ 9 บาทเป็นต้น เมืองที่ชวนแม่ค้าโม้จนเพลินเหมือนได้กินขนมครกฟรีแทบครึ่งกะทะ เมืองที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจนมืดค่ำ คอแห้งแต่ก็ยังไม่รู้จักเบื่อ สำหรับเรา เรายกอุทัยให้เป็นเมืองอบอุ่นอีกเมืองนึงเลยล่ะ เราอยากให้คุณไปสัมผัสดูแล้วมาเขียนเล่าแบบเราบ้างนะ เราจะรออ่าน :)