เมื่อ "เธออยากดูดาวและสัมผัสอากาศหนาว" ทริป "ดอยเสมอดาว" จึงบังเกิด

ปล. แฟนผมเป็น ผญ เธอชอบให้ผมเรียกแทนตัวเธอว่า "นาย" เพราะตอนจีบ ผมดันไปจีบเธอด้วยคำนี้ หลังจากนั้นเราก็ใช้คำว่า ฉัน-นาย/นาย-ฉัน มาตลอด. (M=แฟน / G=ผม)
ปล.2 นี้คือเป็นการเล่าเรื่องครั้งแรก หากมีสิ่งใดที่ท่านผู้อ่านไม่ชอบ หรือขัดใจ เล่าเรื่องได้ไม่ดีพอ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3 มกราคม 13:39.
M: "นายค่ะ"
G: "ไม่ให้"
M: "ไม่ให้อาราย"
G: "ว่ายังไง"
M: "อยากไปเหนืออ"
G:   -*-
M: "อากาศหนาว ๆ วิวสวยๆ"
G:   -0-*
M: "พาไปหน่อยสิคะ"
G: "พาไปอ่ะได้ เวลา แล้วเงินนะมีม้ายย"
M: "มีค่ะ"
G: "จะไปที่หนายยย"
    "ไว้ค่อยคุยกัน"
    "สงสัยจะยาวววววว"
M: "ทำไมอ่า"
    "ดูทีไปหน่อยสิ"
G: "ก็ตอนนี้นายทำงานนิค่ะ"
    "อย่าเพิ่งสนใจเที่ยว"
M: "ทำไมอ่าาา"
G: "กลับมาแล้วค่อยว่ากัน"
    "จะได้คุยกันรู้เรื่อง"
M: "ได้ค่ะ"

บทสนทนานี้แหละครับเป็นที่มาของการเสียตังของเราสองคน และการวางแผนเดินทางจึงได้เริ่มต้นขึ้น...

 

   พลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู 18.30น.ได้เวลาเลิกงาน จัดเอกสารบนโต๊ะให้เรียบร้อย ปิดคอม เก็บโทรศัพท์ สายชาจ เซ็นชื่อมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความอ่อนเพลียจากการทำงานมาทั้งวัน กินข้าว อาบน้ำทำไรเสร็จเรียบร้อย พร้อมเปิดโน๊ตบุ๊ค หาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆให้เธอได้เลือก...
ถกเถียงตัดสินใจกันอยู่สักพักใหญ่ สรุปได้ว่าอยากดูดาว และที่ไหนบ้างที่มีดาวเยอะๆ ดูไปดูมาที่นี้แหละที่เธอบอกอยากจะไป "ดอยเสอมดาว" 

เราทั้งสองก็หาข้อมูลทั้งจากในเว็ป และอ่านจากพันธิป ว่าไปยังไง ที่ไหน กี่โมงถึงกี่โมง (แค่ไปที่ดอยเสมอดาวเท่านั้น) 
เราทำการจองตั๋วรถทัวร์ผ่านเว็ปโดยรถที่ไปเป็นของนครชัยแอร์ สามารถเลือกที่นั่งได้เลย จองเสร็จก็ทำการชำระเงินผ่านทาง 7-11 โดยกำหนดชำระไม่เกิน 3 ชม.ได้
ผมเลยขอใช้สิทธิ์การลาพักร้อน 3/5 วัน นั้นเดี๋ยวนี้ ไม่รีรอชักช้าอยู่ใยยื่นใบลาไปและรีบเครียร์งานที่มีทั้งหมดให้ทันวันเดินทาง 
กำหนดเดินทางของเราทั้งสองคนมุ่งสู่ จ.น่าน ในคืนวันที่ 20 (หลังเลิกงาน) กลับมาถึง กทม. ในเช้าวันที่ 24

 

 

เช้าวันที่ 20 ตื่นมาด้วยความเร่งรีบ กระเป๋าที่ถูกเตรียมไว้แล้วเมื่อคืน พร้อมกับของอีกบางส่วนที่ต้องใส่ไปเพิ่ม แบกเป้ใบใหญ่ขึ้นหลัง เดินทางไปทำงานด้วยชุดเดินป่าขึ้นเขา ฮ่าๆ  เช่นเคย พลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู 17.30น.ได้เวลาเลิกงาน(ก่อน) เครียร์ทุกอย่างเรียบร้อย ฝากงานที่เหลือให้เพื่อนร่วมงานทำต่อ รีบไปเจอแฟนที่หมอชิต เราสามารถยื่นใบเสร็จที่ชำระผ่านทาง 7-11 ให้กับเค้าเตอร์นครชัยแอร์ได้เลย แล้วพนักงานก็จะบอกเราว่าต้องไปขึ้นที่ชานชลาไหน รถออกจากหมอชิด 20.40 แต่ออกจริงๆก็ประมาน 21.00ได้ และเราได้จองที่พักเป็นเต็นท์ของเอกชนไว้แล้วในราคา 300/คืน

พร้อมที่จะลุยกันมานานแล้วววววววว หาก หาก โย่วววววว  เอาล่ะพักพวกไปต่อ...

 

 

ขึ้นรถมุ่งสู่ภาคเหนืออย่างเต็มรูปแบบ รถออกไปได้สักพักพนักงานต้อนรับก็จะเดินมาสอบถามเราว่าลงที่ไหน ให้ตอบเลยว่า "ลง อ.เวียงสา ครับ"
จากที่หาอ่านมา อ.เวียงสาเป็นจุดต่อรถที่จะไปที่ อ.นาน้อย เพื่อที่จะทำการต่อรถอีกครั้งเพื่อขึ้นดอยเสมอดาว

ถึงแล้ววววว อ.เวียงสา ตี 5.45 โดยประมาน ให้สังเกตรถสีเขียวๆ จะเขียนว่า "นาน้อย - นาหมื่น" หรือ "เวียงสา - นาหมื่น" เราต้องต่อรถไปลงที่ อ.นาน้อย นะครับ  รถมีทุกๆชั่วโมง เรามาทันรถรอบ 6 โมง แต่ว่าคนแน่นเกินไปเลยเลือกที่จะรอไปรอบ 7โมงดีกว่า จะได้นั่งชิลๆ ถ่ายรูป รับลม(หนาว)ไปได้อย่างสบายใจ ^^  ระหว่างที่รอรถ ก็ฝึกใช้กล้องไปพลางๆก่อน เพราะเพิ่งได้มาแค่ 1-2 วันเอง เป็นกล้อง Fuji X-A2 เลน 16-50 ครับ

 

 

 

ได้เวลาล้อหมุนแล้ววววววววว รถหวานเย็น ออกจากท่ารถ อ.เวียงสา มุ่งหน้าสู่ อ.นาน้อย 

รถคันเล็กในสภาพเก่า วิ่งผ่านสายหมอกและลมหนาว หน้าต่างรถที่ถูกเปิดไว้ทำให้ลมหนาวประทะกับใบหน้าของเราจนเย็นและชา

 

 

ในที่สุดก็มาถึง อ.นาน้อย ค่ารถคนล่ะ 40 บาท พอลงเสร็จก็จะมีป้ายบอกรับจ้างขึ้นดอยอยู่บ้าง แต่ตอนที่เราสองคนไป มีคุณลุงเดินมาหาพร้อมข้อเสนอที่ว่า ขึ้นดอยโดยมอไซคนล่ะ 200บาท ถ้าไปกระบะ ลุงให้ 350บาทแถมแวะเที่ยวที่เสาดินนาน้อยด้วย เราหันไปมองหน้าแฟน (- -" ) รออะไรล่ะครับเลือก 350บาทสิ เพราะทั้งคันมีเราสองคน รถกระบะคุณลุงในส่วนของกระบะทำเสริมที่นั่งขึ้นมาเพื่อรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ 

พอเสร็จจากเสาดินคุณลุงก็ได้ให้ความรู้เพิ่มเติม และพูดคุยเป็นกันเองตลอดทางจนขึ้นมาถึงหน้าอุทยาน
แต่พอขึ้นมาถึงเราสองคนได้ติดต่อไปทางเต็นท์ที่เราได้จองไว้ล่วงหน้า พี่เค้ายังขึ้นมาไม่ถึง จึงแนะนำให้เราไปเที่ยวชมรอบๆก่อน ก็คือ ผาชู้ 
แต่เราจะไปยังไงล่ะ เดินไปคงไม่ไหวแน่นอน เพราะหลายกิโลมาก คุณลุงที่มาส่งเราเค้าช่วยพูดคุยกับพี่เ้จาหน้าที่หน้าป้อมอุทยานให้ ให้เราเช่ามอไซของพี่เค้าขับไปเที่ยววได้ในราคา 100บาท ไม่คิดค่าน้ำมันครับใจดีจริงๆ ขอบคุณพี่ทหารคนนั้นมากๆ จุด ผาชู้ ก็มีพื้นที่ให้กางเต็นท์เช่นกัน ^^

 

 

 

แวะถ่ายรูปข้างทางไปเรื่อยๆ รอพี่ที่เราติดต่อเรื่องเต็นท์ขึ้นมาบนดอย...

 

 

และแล้วพี่ที่เราได้จองเต็นท์ไว้ก็มาถึงสักที นำรถไปคืนพี่เจ้าหน้าที่อุทยาน แวะทานข้าวตรงข้ามอุทยานทางเข้า 
เก็บสัมพาระที่ฝากไว้แล้วเดินขึ้นดอยไปยังเต็นที่พัก

ภายในเต็นท์จะมีที่นอนพร้อมด้วยถุงนอนให้ด้วย  
หลังจากเก็บของสัมพาระเข้าเต็นท์ ก็ออกไปหาถ่ายรูปอีกเช่นเคย ฮ่าๆ 

ถ่ายไปถ่ายมา แบตกล้องเจ้ากรรมดันหมดสะอย่างนั้น ใกล้ถึงเวลาพระอาทิตย์ตกติดแล้ว น่าเสียดายมากๆ เลยรีบลงไปขอขาจแบตที่ร้านอาหารตรงข้ามทางเข้าอุทยานเช่นเคย 20/1ชม. ทั้งโทรศัพท์และกล้องเลย แต่ยังดีเอาโทรศัพท์แฟนที่ใส่เลน มาถ่ายแก้ขัดไปก่อน

 

 

เป็นที่น่าเสียดายวันที่เราไปนั้นดาวน้อยมาก เป็นเพราะว่าพระจันทร์ใกล้จะเต็มดวงแล้ว และสว่างมากจึงกลบแสงดาวไปหมด หากใครจะไปดูดาวเยอะๆรบกวนตรวจสอบ ข้างขึ้น ข้างแรมด้วยครับ เราจึงตัดสินใจเก็บแบตกล้องไว้ถ่ายรูปทะเลหมอกในตอนเช้าดีกว่า...
เราเลยสั่งหมูจุ่มจากร้านตรงข้ามอุทยานมาทานกัน 200/1ชุด ก็จะมีหมูสด ผักสด หม้อดิน เตา ถ่าน และฟืนมาให้ ทางร้านจะขับมอไซมาส่งที่ลานจอดรถ และจะโทรให้เราไปรับของ เราสามารถเช่าตะเกียงไฟฉาย และเสื่อได้ที่พี่เจ้าหน้าที่ที่อาคัยอยู่ที่นั้นในราคา 100บาทเช่นกัน
แต่..........................อาหารค่ำที่สั่งมานั้นเราต้องเป็นคนจุดเตาถ่านเองงงง 
วิชาลูกเสือ เนตรนารี ร.ด. ที่เรียนมาทั้งหมด ไม่สามารถทำให้เราจุดไฟได้ เราใช้สมองและหลักการต่างๆในการจุดเตาถ่านเป็นเวลา 1ชม. 
แทบจะตีกันตายกับแฟน หิวก็หิว หนาวก็หนาว มืดก็มืด ผมเลยตัดสินใจไปขอถ่านที่เค้าติดแล้วจากเต็นท์ข้างๆมาเป็นเชื้อไฟเราจึงได้กินกัน

 

 

และแล้วทะเลหมอกก็มาถึง เรารีบลุกจากเต็นท์ ล้างหน้าแปลงฟัน สะพายกล้องรีบวิ่งขึ้นไปยังจุดชมวิว...

 

 

พอสายๆเริ่มแดดออก เราก็เลยลงจากดอยโดยการโปกรถลงมายัง อ.นาน้อย และโปกรถต่อมายัง อ.เวียงสา เพื่อที่จะต่อรถเข้าไปยังตัวเมืองน่าน เราตัดสินใจว่าเราจะไปต่อกันที่ ดอยภูคา... เมื่อเดินทางมาถึง ณ สถานีขนส่งในตัวเมืองน่านแล้ว ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ว่าเราจะต้องเดินทางไปที่ ดอยภูคา ยังไง มีสองทางเลือกคือ 
1. เดินทางโดยรถโดยสารซึ่งเป็นรถสองแถวสีฟ้า ไปลงที่ อ.ปัว และต่อรถไปยังอุทยานแห่งชาติดอยภูคา แต่เราไม่ทราบเวลาที่แน่ชัดและเวลาอันจำกัดของเราด้วย 
2. เช่ารถแล้วขับขึ้นดอยเอง 
เราลองหาข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ตในการเช่ารถเพื่อที่จะขับขึ้นดอยเองก่อน หาไม่ได้จริงๆก็คงต้องไปรถประจำทางซึ่งไม่รู้ว่าจะไปถึงเมื่อไหร่ ลองโทรอยู่หลายที่โชคเข้าข้างมาติดที่สุดท้ายพอดี ได้รถวีออสตัวท็อปแถมแต่งมาเล็กน้อยถือว่าสวยงาม
เราทำสัญญาเช่าตอนประมาณ บ่าย 2โมง เห็นจะได้ ตกลงในราคา 1,200บาท นำรถมาคืนได้เย็นวันถัดไป มีน้ำมันให้เต็มถัง แต่***ขาเอามาคืนต้องเติมมาให้เต็มด้วย(อันนี้เป็นความละเลยในการสอบถามของเราเองจึงโดนค่าน้ำมันที่เติมคืนไป 600บาท แต่เราก็ขับไปเที่ยวจนคุ้มเลยเช่นกัน) พอได้รถเราก็ให้GPS นำทางมุ่งสู่ ดอยภูคา อีกครั้ง...

ขับมาประมาณ 1-2ชม. เส้นทางไกลกว่า ดอยเสมอดาว คดเคี้ยวกว่าและสูงชันกว่ามากนัก ต้องมีสติในการขับมากพอควรเพราะทั้งรถที่สวนเรา รถที่แซงเรา อีกทั้งวิวสองขางทางด้วย 

ค่าที่พัก 300บาท/คืน มีไฟภายในห้อง1ดวง แต่ว่าต้องรอเจ้าหน้าที่ปล่อยไฟฟ้ามาในตอนเย็นๆใกล้ค่ำถึงจะเปิดได้ อากาศจะหนาวเย็นกว่าที่ดอยเสมอดาว เพราะ ดอยภูคาเป็นดอยที่สูงที่สุดใน จ.น่าน 
บรรยากาศเงียบสงบ ทุกอย่างดูเป็นสัดส่วน มีโรงอาหาร ร้านค้า ภายใน ชุดชมวิว จะอยู่ห่างจากที่พักไปอีกไกลเลยทีเดียว
โรงอาหารก็คือร้นอาหารนี้แหละ เราสั่งไว้ตอนที่เข้ามาถึง แล้วก็เข้าที่พักไปอาบน้ำเสร็จก็ขับรถมากินข้าวเพราะห่างจากที่พัก 700ม. กินเสร็จก็ขับรถกลับที่พัก และหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง...

เช้าของวันที่ 23...อีกครั้งกับการไปดูทะเลหมอก เรารีบล้างหน้าแปลงฟันและรีบขับรถไต่เขาขึ้นไปอีกพักใหญ่ก็ถึงจุดสูงสุดยอดดอยภูคา...

 

 

เสร็จจากดอยภูคาก็ลงจากดอยแล้วแวะเที่ยวที่เราสนใจ และสถานที่สำคัญๆ 

หอศิลป์ริมน่าน

 

วัดภูมินทร์ ปู่ม่าน ย่าม่าน กระซิบรักที่น่าน

 

พระธาตุแช่แห้ง

 

วัดพระธาตุเขาน้อย

 

ศาลหลักเมือง

 

ปิดท้ายด้วยการเดินตลาดคนเดิน ข้างวัดภูมินทร์  และหน้าลานวัดจัดเป็นขันโตกให้ประชาชนสามารถนำอาหารมานั่งทานกับครอบครัวได้...บรรยากาศดีมากๆครับ ผมชอบมากเลย มีดนตรีสดล้านนาผสมเพื่อชีวิตเล่นให้ฟังด้วยครับ เป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมใจ ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ขอแนะนำว่าให้มาสัมผัสทั้งหมดนี้ด้วยตัวคุณเองจะดีกว่าครับ...

สุดท้ายท้ายสุด เดินทางจากเมื่องน่าน มุ่งสู่กรุงเทพมหานคร กลับมาใช้ชีวิตในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยตึกและอาคารสูง กับผู้คนมากมายที่ทำงานแข็งกับเวลาเช่นเคย

 

ขอขอบคุณผู้ที่อ่านและติดตามมาจนจบทริป หวังว่าเรื่องราวในครั้งนี้อาจจะเป็นประโยชน์ให้กับคุณบ้างไม่มากก็น้อย หากมีสิ่งใดผิดพลาดไป ขออภัยอีกครั้งครับ...