Search and share travel destinations and experiences in Thailand Sign up Log in
 
ดอยม่อนจอง "ภูเขาหัวสิงห์" แห่งออมก๋อย ดอยม่อนจอง จ.เชียงใหม่
    • Posts-1
    Namee •  December 03 , 2018

    ดอยม่อนจอง "ภูเขาหัวสิงห์" แห่งออมก๋อย

    ดอยม่อนจอง "ภูเขาหัวสิงห์" แห่งออมก๋อย 
    ออกมาสัมผัสบรรยากาศทุ่งหญ้าสีทองในช่วงหน้าหนาวยามต้นปี 
    ทริป 2 วัน 1 คืน (20-21 มกราคม 2561)

    ก่อนจะหมดปีขอมาแชร์ภาพเที่ยว ให้กับคนที่กำลังลังเลว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี

     

    ออกไปพิชิต "ดอยม่อนจอง" กันมายังเอ่ย? สำหรับใครถ้ายังไม่เคยไปขอแนะนำว่า

    >> ถ้าชอบช่วงทุ่งหญ้าสีเขียวให้ไปช่วงปลายปี 
    >> แต่ถ้าชอบช่วงทุ่งหญ้าสีทองให้ไปช่วงต้นปี

    เราไปเที่ยวแบบจอยทริป (ราคาจัดทริปแต่ละผู้จัดจะแตกต่างกันลองหาหลายๆ ทริปที่จัดไปม่อนจองดูนะคะ) เนื่องจากเน้นความสะดวก สบาย เพราะจากที่เคยไปแบบจัดไปกันเอง และไปแบบจอยทริป มีความแตกต่างกันค่ะ

    >>จอยทริป : จ่ายแพงกว่า แต่สะดวกสบายมีคนจัดการให้ทุกเรื่อง คุ้มค่าแรงที่ต้องเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ เพราะจะมีเวลาได้เก็บภาพตามจุดชมวิวต่างๆ ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้นานตามความต้องการ และอื่นๆ บลาๆ

    >>จัดทริปไปเอง : จ่ายถูกกว่า (เป็นบางทริป) แต่ต้องจัดการบริหารเวลาชีวิตเองทุกอย่าง เดินเรื่องเองทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ติดต่อขอเข้าพื้นที่ ติดต่อเจ้าหน้าที่ประสานงานเรื่องลูกหาบ ติดต่อจ่ายค่าบริการต่างๆ เอง แถมเราต้องแบ่งเวลาในการกางเต็นท์ ทำกับข้าว และอื่นๆ บลาๆ ทำให้เวลาในการถ่ายภาพเพื่อเก็บบรรยากาศสถานที่ที่ไปนั้นไม่คุ้มค่าแรงกับที่ต้องเดินเท้าเข้าไป (อันนี้แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนค่ะ)


    ก่อนพิชิตต้องทำการติดขออนุญาต >> ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อม หน่วยมูเซอ
    อัตรามค่าบริการ >>ผู้ใหญ่ 20 บาท >>เด็บ 10 บาท (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ)
    ที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ >> จะเป็นจุดรวมตัวของนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นจุดนัดรถ จุดอาบน้ำ จุดกินข้าว (บางกลุ่มก็แวะกินข้าวที่ร้านค้าในหมู่บ้าน หรือจุดให้บริการอื่นๆ) และสามารถติดต่อให้ทางหน่วยช่วยเตรียมหาลูกหาบ และรถโฟร์วิวให้ได้


    การเดินทางไปยังจุดเดินเท้า >> จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ต้องใช้รถโฟร์วิวขับขึ้นไป (ทรมานบันเทิงดีมากเลยระหว่างนั่งรถเหมือนวอร์มก้นวอร์มขาไปในตัว) ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร

     

    จากจุดเดินเท้าไปยังจุดกางเต็นท์ >> ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินประมาณ 3-4 ชั่วโมงได้ (ความช้าเร็วขึ้นอยู่กับฝีเท้าของแต่ละคน)

    ช่วงเริ่มแรกของการเดินเท้าจะเป็นช่วงลงเขาอย่างเดียว ขอบอกเลยเตรียมใจเหนื่อยช่วงขากลับได้เลยเพราะจะขึ้นอย่างเดียวเช่นกัน (ดอยหมาหอบ ที่ทุกคนว่าโหดกันมันแค่ความชันระยะสั้น แต่ถ้าต้องเจอเดินขึ้นเขาช่วงขากลับก่อนถึงจุดหมายปลายทางก็จะเจอกับความชันระยะยาวซึ่งคิดว่าเหนื่อยกว่าหลายเท่า)

     

     

    จุดชมวิวแรกที่ไม่ควรพลาดในการแวะถ่ายรูป

    "ลานหินช่อ" หรือ "ภูหินช่อ" เส้นทางผ่านก่อนถึงจุดกางเต็นท์บนดอย ใกล้ๆ กันจะเป็นจุดพักที่นักท่องเที่ยวบางคนแวะกินข้าวและถ่ายรูปกันแถวลานหินช่อ

     

    จุดวัดใจสุดท้าย 
    "ดอยหมาหอบ" >> เป็นจุดพิชิตสุดท้ายก่อนถึงสนามกอลฟ์ช้าง เล่นเอาเหนื่อยหอบสมชื่อที่เรียกกันไว้เลยทีเดียว ถือเป็นจุดที่ชันที่สุดแต่ระยะทางขึ้นไม่ถึงกับไกลมาก

     


    จุดกางเต็นท์ ณ บนยอดดอย ไม่มีห้องน้ำ หรือร้านค้าใดๆ ให้บริการ มีเพียงลำธารเล็กๆ (ไม่อนุญาตให้ใช้ในการอาบน้ำ) ใช้สำหรับล้างหน้า แปรงฟันเท่านั้น ถ้าอยากจะอาบน้ำสามารถอาบแห้งได้ ไม่มีไฟฟ้า และข้างบนตอนกลางดึกอากาศจะหนาว เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนต้องเตรียมอุปรกรณ์ไปให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหาร กระดาษทิชชูเปียก เสื้อกันหนาว ทุกนอน เต็นท์

    ณ สนามกอลฟ์ช้าง จะเป็นลานกว้างๆ สามารถมองจุดชมวิวในระยะไกล และสามารถมองเห็นยอดหัวสิงห์ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ไม่ควรพลาดในการถ่ายรูปคู่ ส่วนการไปยังจุดกางเต็นท์ก็ต้องเดินแยกซ้าย แต่ถ้าไปยอดหัวสิงห์ก็ต้องเดินตรงไป

     


     

    "ดอยม่อนจอง" ตั้งอยู่บนทิวเขาถนนธงชัยตอนกลาง สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,929 เมตร จุดไฮไลต์ของดอยม่อนจอง ซึ่งเรียกว่า หัวสิงห์ ถือเป็นจุดสูงสุด ของดอยม่อนจอง ที่เรียกกันว่า หัวสิงห์ เพราะมีลักษณะคล้ายหัวสิงโต ซึ่งสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย และในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาคม - มกราคม ก็จะพบเจอกับ "กุหลาบพันปี" ซึ่งจะออกดอกสวยงามให้ได้เห็นกันอยู่บนยอดดอยนะคะ

    ณ ยอดหัวสิงห์


    วิวบรรยากาศช่วงตอนเย็น >> ช่วงเย็นไม่ได้เดินไปถึงยอดหัวสิงห์ เพราะจากจุดชมวิวเดินไปหัวสิงห์ดูเหมือนไม่ไกลแต่ระยะทางเกือบ 2 กิโลได้ ถ้าหลัง 5 โมงเย็นไปแล้วไม่แนะนำให้เดินไปค่ะ รอชมพระอาทิตย์ตกดินตรงจุดชมวิวบนสันเขาหรือแถวลานสนามกอลฟ์ช้างก็ได้เห็นเช่นกัน แล้วค่อยขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าที่ "ยอดหัวสิงห์"

    ช่วงประมาณ 3 โมงกว่า ผู้คนก็เริ่มออกมาชมวิวถ่ายรูป และหาจุดนั่งรอชมพระอาทิตย์ตกกันแล้วค่ะ

     

    ลานมหาชน คนจะมานั่งรอชมพระอาทิตย์ตก ณ จุดๆ นี้

     

    บรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ตกดิน

     

    วิวบรรยากาศช่วงตอนเช้า >> ลุกตอนตี 5 เพื่อเตรียมตัวเดินไปชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดหัวสิงห์ ควรเตรียมไฟฉายติดตัวไปด้วยเพื่อความปลอดภัยของแต่ละคน เพราะจะมืดมาก 

    จุดแลนด์มาร์คของที่นี่ ถ่ายรูปคู่ป้าย

    รู้ว่าเสี่ยง #แต่ภาพมันต้องมี


    "ต้นกุหลาบพันปี" ยิ่งในช่วงฤดูหนาวจะออกดอกสีแดงสะพรั่งพร้อมกันอยู่บนยอดดอยให้ได้เห็นความสวยงามแบบตรึงตาตรึงใจเป็นอย่างมาก อย่าลืมถ่ายภาพเก็บเอาไว้เยอะนะคะ ส่วนใหญ่ก็พบแต่บนที่สูงๆ

     

    ณ "ผาลิง" เมื่อเดินถึงยอดหัวสิงห์แล้วอยากเดินไปถ่ายรูปคู่กับผาลิงต่อ ก็จะมีเส้นทางให้เดินลงเขาต่อไป ก็เดินตรงไปตามเส้นทางเดินได้เลยไม่ไกลกันมากซึ่งสามารถมองเห็นถึงกันได้

     

    เราใช้เวลาเก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์ แล้วบันทึกผ่านรูปถ่ายเพื่อเป็นความทรงจำ ในการสัมผัสบรรยากาศทุกๆ อย่างบนยอดดอยจนเกือบ 8 โมงเช้า จากนั้นก็ต้องรีบเดินกลับไปกินข้าว และเก็บสัมภาระเพื่อเดินทางกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่รออยู่


    :::สิ่งที่ต้องเตรียมไป:::

    >เสื้อผ้ากันหนาว
    >เสื้อกันฝนหรือกันน้ำค้าง
    >กางเกงกันหนาว
    >รองเท้าผ้าใบ
    >หมวกกันแดด
    >ไฟฉาย
    >ถุงนอน (ถ้าไม่มีสามารถแจ้งเจ้าของทริปได้)
    >ขนมคบเคี้ยวหรือขนมที่ให้พลังงาน (กินระหว่างเดินเท้า)


    :::เที่ยวแบบจอยทริป::: ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 3,200 บาท (ค่าใช้จ่ายทริปรวม):::

    >ค่ารถตู้
    >ค่ารถโฟวิว 4WD รับ-ส่ง
    >ค่าเชื้อเพลิง
    >ค่าเข้าอุทยานฯ
    >ค่าอาหาร 5 มื้อ อาหารว่างและน้ำดื่ม
    >ค่าเจ้าหน้าที่นำทาง
    >ค่าลูกหาบ ของส่วนกลาง (สัมภาระส่วนตัวแบกกันเอง)
    >ค่าเต็นท์
    >ค่าประกันอุบัติเหตุการเดินทาง 1,000,000 บาท


    :::ศูนย์บริการการท่องเที่ยว:::

    เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย (หน่วยมูเซอ) จังหวัดเชียงใหม่
    โทรศัทพ์ : 092-5597201
    ID Line : 0613138808

     

     

    ติดตามแฟนเพจ >> www.facebook.com/KanXengStudio

    ติดตามรีวิว >> www.thetrippacker.com/th/nameebebear
    ติดตามอินสตาแกรม >> Namee Be Bear

    เขียนโดย : Namee Be Bear

    • Posts-2
    Namee •  December 06, 2018