Search and share travel destinations and experiences in Thailand Sign up Log in
    • Posts-1
    Suttirat •  November 26 , 2015

    จุดเริ่มต้นของการมาถึง 14.11.57

    สวัสดี. . . นี่ไม่ใช่กระทู้รีวิว แต่เป็นกระทู้ที่แบ่งปันความประทับใจผ่านภาพถ่าย

    เคยไปเที่ยวกับคนที่เราไม่รู้จักเลยซักคนมั้ย? 

    เรื่องเล่าต่อจากนี้หล่ะ เป็นครั้งแรกที่เราไปเที่ยวกับคนที่ไม่รู้จัก

    ไม่ใช่แค่คนเดียวนะ เราไม่รู้จักใครเลยทั้งหมดที่ไป

    การเดินทาง...เราอยากทำให้ทุกๆครั้งมันน่าจดจำ
    เราเชื่อว่าแต่ละสถานที่ แต่ละสถานการณ์ แต่ละบุคคลที่ร่วมกันในช่วงเวลานั้น
    มันมีความพิเศษต่างกันไป...

    เหตุการณ์มันเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว

    หลังจากที่เราเปิดดูหน้าโซเชี่ยล เพจนึงที่เราติดตามเรื่องท่องเที่ยวก็เด้งหน้านิวฟีดขึ้นมา Palapili Thailand

    มีกิจกรรมcharity คือร่วมกันเอาสิ่งของไปบริจาคโรงเรียนบ้านรักไทยที่แม่ฮ่องสอน

    และระหว่างทางที่จะไปถึง เราก็จะแวะไปเที่ยวกันด้วย แพลนที่รู้คร่าวๆคือ

    ไปดูทุ่งดอกบัวตองที่ดอยแม่อูคอ ไปปางอุ๋ง และไปบ้านรักษ์ไทย

    กับเวลา2วัน1คืน เป็นอะไรที่น่าสนใจดีนะ  เราก็ตัดสินใจอินบ๊อกเพจไป . . .

    โชคดีหว่ะ คนสุดท้ายพอดีเลย

    มันจะเป็นยังไงนะ ไปแบบที่ไม่รู้จักใคร และไม่มีใครรู้จัก . . .

     

    จนมาถึงวันที่จะออกเดินทาง วันที่14พฤศจิกายน

    เป็นวันศุกร์ที่รถโคตรติด ถ้าจำไม่พวกเรานัดก่อน1ทุ่ม ที่ปั๊มน้ำมันแถวๆเซียร์รังสิต 

    เราก็มาถึงแบบงงๆ คิดว่าคงใช่กลุ่มนี้หล่ะ เห็นเค้านั่งๆยืนๆ คุยกันอยู่

    คือบางคนเค้าก็รู้จักกันไง แต่เราไม่รู้จักใคร (:

    ต่อจากนั้นพวกเราก็ช่วยกันขนของขึ้นรถ ของในที่นี้หมายถึงของที่เอาไปบริจาคให้ทางโรงเรียนและของๆตัวเองด้วย

    หลังจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางกัน แวะรับเจ้าของเพจที่อยุธยา และเดินทางกันไปยาวๆ

    คืนนี้บนรถตู้ไม่ค่อยมีบทสนทนาอะไรมากมายเท่าไหร่

    รู้จักชื่อกัน รู้จักว่าใครเป็นใครก็พอ

    แต่ละคนคงเหนื่อยจากการทำงานทั้งอาทิตย์ และรถติดก่อนมาเจอกันแล้วหล่ะ

     

    หลังจากนั้นบนรถปิดไฟ เสียงก็ค่อยๆเงียบลง

    ทุกคนหลับ

     

    พวกเราออกเดินทางด้วยรถตู้3คัน 

    ก็นอนกันบนรถตู้เนี่ยหล่ะ แล้วก็รอให้ไปถึงแม่ฮ่องสอนตอนเช้า

     

    • Posts-2
    Suttirat •  November 26 , 2015

    เช้านี้ ยิน ดี ที่ ไม่ รู้ จัก 15.11.57

    ตอนที่ฟ้าเริ่มสว่าง . . .

    ไม คือ ชื่อเจ้าของเพจ  มันบอกว่าในแพลนที่ตั้งไว้ก็คือบอกว่าเราจะไปที่ไหนกันบ้าง

    แต่ในแพลนเราไม่มีบอกนะว่าจะกินข้าวที่ไหน ตอนไหนยังไง เราไม่เน้นกินเราเน้นเที่ยว ที่เหลือหากินเองจ้าาา

    เออดีเนอะ . . .คิดในใจ อินี่กวนตีนชัวร์

     

    พวกเราแวะจอดรถเติมน้ำมัน และล้างหน้าแปรงฟัน และขอาหารเช้าของพวกเราคืออาหารจากเซเว่นในปั๊มน้ำมันนี่หล่ะง่ายดี

    หลังจากนั้นเราก็ออกรถ. . .ที่แรกที่เราจะไปคือ ดอยแม่อูคอ

     

    เช้านี้ประมาณ8โมง. . .หลังจากการเดินทางอันยาวไกล หลังจากที่รถของพวกเราหาที่จอด

    หลังจากที่พวกเราหลายๆคนเดินลงจากรถ

    ไมบอกว่า. . .ให้เวลาเดิน45นาที (ถ้าจำไม่ผิด) 

    เดี๋ยวมาดูกันว่าพวกเราจะใช้เวลา45นาทีจริงหรือป่าว?

     

    เราเดินอยู่เกือบหลังสุด หลังจากที่ทุกๆคนเดินไปแล้ว

    ฉากนี่มันพิเศษตรงที่  เราๆหลายเริ่มรู้จักกันแล้ว

    เริ่มพูดคุย ทำความรู้จักกัน ไปทีละนิด กับแต่ละคน

    เ รื่ อ ย ๆ

    การเดินทางอันยาวไกลของเราตั้งแต่เมื่อวานเย็นเหมือนกำลังจะจบลงพอมาถึงสถานที่แรก

    แต่ที่จริงแล้วมันกำลังเริ่มต้นบนที่ใดที่หนึ่งของเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนแค่นั้นเอง

    จากภาพที่เราถ่ายเมื่อสักครู่ เราหันกลับไปมองด้วนหลัง วิวภูเขาเหลืองทั้งลูกกำลังดึงดูดสายตาเราแล้วหล่ะ

    เหมือนที่ๆเรายืนมองตรงนั้นมันกำลังบอกว่าเราว่า...

    ภูเขาที่เหลืองทั้งลูกนี้ มันก็สวยไม่แพ้ที่ไหนที่เราเคยเห็นมา แค่สวยต่างจากภูเขาสีเขียวที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้านี้แค่นั้นเอง

    และไม่ว่าปลายทางที่เรากำลังไปต่อ จะเป็นยังไง

    ไม่ว่าทริปนี้. . .ก่อนหน้าที่เราไม่เคยรู้จักใครเลยมันจะเป็นยังไง 

    ไม่ว่าพอจบทริปนี้แล้ว. . .เราจะประทับใจมากน้อยแค่ไหน?  

    แต่เราเชื่อเสมอนะว่า. . .ต้นทางก็สำคัญไม่แพ้กัน ต้นทางที่เราจะกล้าไปคุยกับเพื่อนใหม่

    ต้นทางที่เราชวนคนข้างๆที่เพิ่งรู้จักคุยกัน คงสำคัญไม่แพ้กระทั่งระหว่างทางที่เรากำลังมองเห็นอยู่ด้วยกัน

    หลายคนที่เราเพิ่งรู้จัก หลายภาพที่เรากำลังมองเห็นในตอนนี้

    ทำให้เรายังจำความรู้สึกที่ติดมาจากตอนนั้นมาถึงทุกวันนี้ได้เลย 

    เพราะอะไรรู้ไหม ?

    เพราะก่อนหน้านี้ เราไม่รู้ว่าปลายทางในแบบที่เราเคยเห็นในโลกของอินเตอร์เน็ต

    ในภาพที่เราพิมพ์ในกูเกิ้ลไปว่าดอยแม่อูคอ กับ ภาพที่ตาเรามองเห็นจะเป็นเหมือนกันรึป่าว?

    ตรงหน้าเป็นความเหมือนที่แตกต่าง ทุ่งดอกบัวตองเหมือนกัน ภูเขาที่เหลืองทั้งลูกเหมือนกัน

    แต่ความสวยจากภาพที่ถ่ายมา กับความสวยตรงหน้า หรือจะเท่าเทียมกัน จริงมั้ยหล่ะ?

    มันเป็นอีกครั้งที่เรารู้สึกตื่นเต้น ปน ๆ ไปกับความเหนื่อยล้าหลังจากเดินทางข้ามคืนมาจนถึงตอนนี้

    มาถึงยังทุ่งบัวตองในแบบที่เรากำลังมองดูอยู่และยืนยิ้ม

    ช่วงนี้บัวตองกำลังบานเหลืองเต็มทั้งภูเขา ไม่แปลกที่คนจะเยอะ

    เพราะใครๆก็อยากมาชื่นชมสิ่งที่สวยงามกันทั้งนั้น

    หลังจากเลยวเวลามานาน ได้เวลากลับรถ

    ไหนบอกว่า45นาที ? เอาเข้าจริงเดินกันไปชั่วโมงครึ่ง 

    ยิ่งสายแดดยิ่งร้อน ได้เวลาขึ้นรถ ออกเดินทางไปต่อแล้วหล่ะ

    พวกเราต้องเดินทางกันต่อ อีกประมาณเกือบ140กิโลเมตร เพื่อไปปางอุ๋ง

    หลายคนคงอ๊วก ไม่ก็คงหลับ เราเดินทางกัน1864โค้ง

    กว่าจะถึงปางอุ๋ง . . .

    เราจำเวลาที่มาถึงปางอุ๋งไม่ได้

    แต่นี่คือภาพแรกที่เราเดินลงจากรถเพื่อมาถ่ายภาพ

    สวยเนอะ เราบอกกันเพื่อนคนที่ยื่นถ่ายรูปอยู่ข้างๆ

    หลังจากนั้นพวากเราก็ขนของลงจากรถ เก็บของเข้าเต็นท์ และใครอยากทำอะไรก็ทำ

    ที่นี่มีหงส์ด้วยนะ หงส์สีดำ เราเคยเห็นวจากคำบอกเล่าคนที่เคยมาว่ามันมีเพียบเลย

    แต่ทำไม. . .เราเจอแค่สองตัว

     

    หลายคนก็กระโดดเล่นน้ำตรงนั้นแหละ

    เรานั่งอยู่ริมน้ำ เรารอแสงมันค่อยๆลับฟ้าลงเรื่อยๆ ไอหมอกจากน้ำค่อยๆขึ้นจากผิวนัำ

    เ รื่ อ ย  เ รื่ อ ย

    ตอนดึกๆที่นี่หนาวหว่ะ

    โอ่ย ย ย อาบน้ำที ต้องใช้ความกล้าและใจแข็งเป็นอย่างมาก

    มื้อค่ำวันนี้ของพวกเราเป็นหมูกระทะ ท่ามกลางป่าสน และล้อมรอบด้วยเต๊นท์

    ตอนนั้นจะความรู้สึกได้เลย ว่าโคตรดี กินหมูกระทะไป เปิดเพลงฟังไป ด้วยกัน

     

    หลังจากนั้นก็มีเกมส์มาเล่นด้วยกัน หลายคนเรียกมันว่าเกมส์โดเรม่อน  

    พวกเรานั่งล้อมวงกัน  มีเรื่องอะไรก็คุยกัน ทำความรู้จักกัน แล้วก็เหล้ามา. . . 

    เล่นกีตาร์ ร้องเพลงกัน  ตอนนั้นโคตรดีเลย

    เสียงกีตาร์ เพลง Lost stars กลางป่าสนในปางอุ๋งเนี่ย

     

    คุยกันไปคุยกันมา หลายคนทะยอยไปนอนบ้างแล้ว เหลือกันอยู่ไม่กี่คนที่นั่งตรงนั้น

    ตอนนั้นคือดึกแล้ว เกือบเที่ยงคืน ไม่เข้าใจ ทำมตอนนั้นพวกเราถึงเล่าเรื่องผีกันวะ?

     

    หลายคนหลับกลางวงเลย

    ถ้าง่วงกันแบบนี้ไปนอนกันเถอะ พรุ่งนี้คุ่อยตื่นมาเจอกัน . . .

    • Posts-3
    Suttirat •  November 27 , 2015

    ยิน ดี ที่ ได้ รู้ จัก กัน 16.11.57

    เมื่อคืนตอนประมาณตี2 ฝนตก !!

    เราไม่ได้ตื่นเพราะน้ำเช้าเต็นท์นะ เราตื่นเพราะเสียงฝน เราตื่นเพราะต้องออกมาเก็บกีตาร์ที่หน้าเต็นท์

    ชะโงกหน้าออกมาเจอหลายคนวุ่นกันกับการที่เก็บของบริจาคที่อยู่หลังรถ

    หลังจากนั้นเราก็เข้าไปนอนต่อ

     

     

    จนรู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้วหล่ะ ประมาณ6โมงเช้า

    วันนี้วันที่16 พฤศจิกายน 2557 เป็นวันอาทิตย์ที่เราตื่นมาท่ามกลางป่าสน

    แต่ฝนก็ยังปรอยๆนะ ภาพที่คิดไว้ว่าจะตื่นแต่เช้าเดินไปถ่ายภาพหมอก หงส์ เรือไม่ไผ่

    จบสิ้นแล้ว มีแต่ฝนโปรยปราย และมีหลายคนที่ช่วยกันเก็บขยะเคลียร์พื้นที่

     

    หลังจากฝนหยุดโปรยแล้ว

    ภาพนี้เป็นภาพแรกที่เราบันทึกไว้ในวันนี้ คนกำลังนั่งเรือไม้ไผ่ยามเช้า

    เอาจริงเราก็อย่างลงไปล่องเรือไม่ไผ่นะ  แต่ด้วยเวลาที่พวกเราต้องรีบไป เพราะวันนี้พวกเรามีนัดทำกิจกรรมให้เด็กๆกัน

    . . . 

    อันนี้เป็นภาพสุดท้ายก่อนที่เราจะลาปางอุ๋งไป

    ความจริงก็ยังเช้าอยู่ ประมาณ7โมงครึ่ง แต่พระอาทิตย์ส่องแสงมาไวมาก

    ได้เวลาที่พวกเราเก็บของและออกเดินทางไปโรงเรียนบ้านรักไทยแล้วหล่ะ

    ระหว่างทางที่เราลงมาจากปางอุ๋ง

    วันนี้ฟ้าโคตรเป็นฟ้าเลย  ท้องฟ้าวันนี้น่ารักมาก

    ก่อนเข้าไปที่โรงเรียน . . .ก่อนถึงโรงเรียน พวกเราแวะกันที่หมู่บ้านรักษ์ไทย

    ที่ที่เรารู้สึกว่าโคตรสวย 

    เคยรู้สึกคุ้นๆว่าสถานที่นี้เหมือนที่ๆเคยเห็นที่ต่างประเทศ 

    เราเดินไปริมทางเรื่อยๆ สั่งกาแฟมอคค่าร้อนแถวนั้นมองไปฝั่งตรงข้ามเห็นลีไวน์รีสอร์ท

    กว่าจะนึกออกว่าเหมือนที่ไหน St. Moritz ไง เหมือนตอนหน้าร้อนที่นั่นเลย

     

    เราเดินเล่นอยู่ตรงนั้นกันไม่นานหรอก แล้วพวกเราก็ไปโรงเรียนบ้านรักไทยกัน

    สิ่งที่พวกเรามากันในวันนี้ ไม่ใช่แค่เอาของมาบริจาค

    แต่พวกเรายังมาช่วยกันทำกิจกรรมให้น้องๆด้วย ก็มีแบ่งเป็นฐานเป็นกลุ่มเล่นเกมส์กัน เด็กๆที่นั่นน่ารักดีนะ

    วันนี้พวกเราใส่เสื้อทีมกันเลยทีเดียว สำหรับการมาหาน้องๆที่นี่

    เวลาเห็นเด็กยิ้มและหัวเราะมันมีความสุขนะ

    เราโคตรชอบตัวเองเวลาที่เรารู้สึกว่าเรากำลังให้  และคนที่เค้ารับเค้ายินดีมีความสุข

    ครึ่งวันเช้า . . .แค่ครึ่งวันเช้าคือเวลาที่เราได้รู้จักเด็กๆ และทำกิจกรรมร่วมกัน

    หลังจากนั้น ก่อนจะร่ำลากัน ก่อนที่ไมจะมอบของบริจาค ซึ่งเป็นอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ของเล่นและเงิน ให้ทางโรงเรียน

    ไมบอกนอกทุกคนว่า. . . รู้มั้ยว่า พวกพี่หลายคนไม่รู้จักกันมาก่อน แต่พวกเรามาเพราะเราตั้งใจจะมาทำสิ่งดีๆให้น้องๆ

    ก่อนจะกลับ ห่วงแป้นบาสของโรงเรียนเป็นภาพสุดท้ายที่เราถ่ายไว้ ก่อนจะเดินออกมา

     

    . . .

    หลังจากทำกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว

    พวกเราทานข้าวกัน ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก เป็นร้านอาหาร ที่สั่งมาก็เป็นอาหารจีนยูนนาน

    พอทานเสร็จแล้วก็ยังพอมีเวลาให้เราเดินเล่นกันในแถวๆนั้น

    จากนี้จะมีแต่ภาพแล้วนะ

    หลังจากนั้นเราก็เดินมาเรื่อยๆ เห็นเพื่อนหลายคนนั่งอยู่ขอบริมน้ำชมวิว

    มองฟ้า มองน้ำ ตากกลม ตากลม คุยกัน

    วิวตรงนี้สวยนะ  มันดีมากเลย ที่เรานั่งคุยกันหลายๆคนกับคนที่เพิ่งรู้จัก

    ความรู้สึกแปลกๆ ปนกันความประทับใจเราค่อยๆซึบซับมันไปโดยที่เราไม่รู้ตัวหรอก

    ตอนล้างฟิล์มออกมา น้ำตาจะไหล ภาพเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรเหมือนกัน

    คือเราไม่เชี่ยวชาญขนาดนั้นไง 

    หรือบางที ภาพมันอาจจะอยากบอกเราว่า ความทรงจำบางอย่างเราอาจบันทึกได้เพียงครึ่งๆกลางๆก็ได้นะ

    แต่ยังดี ที่ยังมีภาพที่ดีของวิวมุนนั้นเหลืออยู่ภาพนึงให้เราชื่นใจ

    หลังจากนั้นพวกเราก็ต้องขึ้นรถกลับกันแล้วหล่ะ

    นี่เป็นภาพสุดท้ายก่อนที่เราจะขึ้นรถออกเดินทางไปต่อ

    เด็กน้อย หมาย และม้า

    หลังจากนั้น เราเดินทางกันไปต่อที่ปาย 

    ระหว่างทางก็คงเป็นทางโค้งตามเขาเหมือนเคย

    พวกเรามาถึงปายกันตอนเย็น แวะถ่ายภาพ ทานขนม กินกาแฟ

    และหลังจากปายแล้ว พวกเราต้องเดินทางกลับแล้วนะ

    ค่ำแล้ว ภาพสุดท้ายที่สะพายปาย

    การเดินทางของพวกเราใกล้หมดเวลาลงแล้ว

    เป็น2วัน1คืน ที่ประทับใจนะ

     

    หลังจากนั้นเราเดินทางกันเพื่อจะกลับกรุงเทพ

    ในขณะที่หลายคนเพิ่งนึกได้ว่า เออ...พวกเรายังไม่ได้ทานข้าวเย็นกันเลย

    นี่คือคำตอบ เซเว่น ปั๊มน้ำมัน ที่พวกเราเข้าถล่มกัน

    นี่คือภาพถ่ายของพวกเราที่ร่วมกันในทริปนี้ (ขอบคุณภาพจากเพจของไม)

    หลังจากรถออกจากปั๊มนี้ พวกเราก็เดินทางยาวเพื่อกลับกรุงเทพเพื่อให้ทันเช้าวันจันทร์

    บนรถตอนขากลับ กับ ตอนขามา โคตรต่างกันเลย

    ตอนขากลับนี่มีเสียงคุยกันเฮฮา ก็เพราะ เรา รู้ จัก กัน แล้วนี่ไง

     

    --------------------------------------------------------------------------------------

    สิ่งเหล่านั้นที่เกิดขึ้น. . .ช่วงนี้ของปีที่แล้ว

    กำลังทำให้เราย้อนกลับไปดูภาพเก่า

    ความคิดถึงแม่ฮ่องสอนครั้งแรกของชีวิตของเราค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในความทรงจำ

    ตอนนั้นหลายคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน มาเป็นเพื่อนเราในวันนี้

    เราต่างคน ต่างที่มา ต่างความชอบ และต่างก็มาเพื่อจะรู้จักกัน

    มันความแตกต่างของส่วนนึง ในช่วงชีวิตนึงเรามีความหมาย

    ...

    และนี่คือที่มาว่าทำไมเราถึงอยากแบ่งปันเรื่องสำคัญเรื่องนึงในใจ

     

    อยากบอกทุกคน ที่เรารู้จักกันที่แม่ฮ่องสอนว่า

    ยิน ดี ที่ ได้ รู้ จัก (: