Search and share travel destinations and experiences in Thailand Sign up Log in
    • Posts-1
    esbowwy •  November 13 , 2017

    ทำไมต้องป่าบงเปียง?

    เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว เราเปิดไปเจอรูปๆ นึง ในรูปนั้นมีท้องฟ้าสีสวย ตัดกับภูเขาสีเขียว และนาขั้นบันไดสีเหลืองทอง เราหลงรักที่นั่นทั้งที่ยังไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน .. หลังจากการหาข้อมูลเราก็ปักหมุดอยู่ในใจว่าจะต้องไปเห็นกับตาตัวเองให้ได้ จัดการหาสมาชิกร่วมเดินทาง จองตั๋วเครื่องบินข้ามปีกับสายการบินแอร์เอเชียในราคาไปกลับเพียง 600 บาท เลือกเอาช่วงเวลาที่ต้นข้าวออกรวงสีเขียวอมเหลือง คือเดือนตุลาคม 

    พอใกล้ถึงวันเดินทาง ก็ต้องรีบติดต่อหาที่พัก เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น เดี๋ยวจะได้นอนกลางนา 555

     

    พักที่ไหนดี ?

    เรื่องบ้านพักบอกเลยว่าบ้านพักที่นี่วิวดีหมด นอนที่ไหนก็ดีเหมือนกัน :) 

    สำหรับที่พักของเรานั้น มีเพื่อนแนะนำมาอีกที บอกว่าเจ้าของน่ารัก บ้านพักวิวดี ชื่อกระท่อมดาวบ้านดอย ของคุณสาโรช (โทร.091-7673998 แอบให้เบอร์ไว้เผื่อมีคนสนใจ) ราคา 500 บาทต่อคน มีอาหารให้ 2 มื้อ เราเลยจัดการขอเหมารถเข้าไปที่พักด้วยเลย ราคา 700 บาท 

    ที่พักวิวดีจริงๆ เป็นกระท่อมหลังน้อยอยู่กลางทุ่งนา ในกระท่อมจะมีที่นอน หมอนมุ้ง ผ้าห่มไว้ให้ พอตอนเย็นๆ คุณสาโรชก็จะเอาพวกไฟฉายมาให้ จัดมาแบบเต็มอัตราศึกถึง 4 กระบอก กะว่าเอาให้สว่างไสวไปทั้งป่าบงเปียง 555

    การเดินทางไปยังไง ?

    เราไปแบบไม่มีรถส่วนตัว เริ่มจากขึ้นรถแดงไปลงที่ประตูเชียงใหม่ แล้วนั่งรถเหลืองจากเชียงใหม่มาลงที่ อ.จอมทอง ค่ารถคนละประมาณ 34 บาท จากนั้นก็นั่งรถเหลืองจอมทอง-แม่แจ่ม คนละ 70 (ตรงจุดนี้คนแน่นหน่อยนะคะ ตอนที่เราไปต้องนั่งเบาะเสริม เข้าโค้งทีเกร็งกล้ามเนื้อตูดชาไปหมด 555) บอกกับคนขับว่าลงที่ทางแยกน้ำตกแม่ปานค่ะ ไม่ก็บอกไปเลยว่าจะไปป่าบงเปียง 

    สำหรับคนที่อยากขับรถมาเองก็มาเส้นทางเดียวกันเลยค่ะ พอถึงแยกนำตกแม่ปานก็เลี้ยวไปตามเส้นทางนั้นเลย ขับไปประมาณ 3 กิโลเมตรจะมีเหมือนที่ทำการอุทยานฯ น้ำตกแม่ปาน จะมีลานจอดรถ สามารถนำรถไปจอดได้ และนัดกับรถเหมาเข้าป่าบงเปียงให้มารับที่นี่ได้ 

    ทางเข้าไปป่าบงเปียงนั้น ระยะทางจริงๆ แล้วไม่ไกล แต่ด้วยความลำบากของพื้นถนน ยิ่งหน้าฝนด้วยแล้วยิ่งลำบากไปใหญ่ กว่าจะไปถึงก็ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที

    ทางเข้าก็จะเป็นถนนลูกรัง พอเจอกับน้ำฝนก็เป็นอย่างที่เห็นในรูปเลยค่ะ นั่งรถไปตับไตไส้พุงก็แทบจะสลับตำแหน่งกันเลยทีเดียว แต่คุณลุงคนขับรถก็ขับเก่งมากค่ะ พาเราไปถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ว่ากันว่าสิ่งที่ตามมาหลังจากความลำบากมักจะสวยงามเสมอค่ะ 

    ...

    ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ ทุ่งนาสีเขียวอมเหลืองแบบที่เคยเห็นในรูปมันมีอยู่จริง :)

     

    ที่เห็นหลังคาลิบๆ โน่นเป็นบริเวณหมู่บ้านที่ชาวบ้านอาศัยอยู่กัน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีกันอยู่ไม่กี่ครัวเรือน ส่วนบริเวณที่เราพักเป็นนาข้าว จะไม่ได้มีชาวบ้านอยู่ตลอด 

     

    ตอนที่ไปถึงเวลาก็เที่ยงพอดี ก็แอบถามคุณสาโรชว่ามีอะไรให้กินบ้างไหม คุณสาโรชเลยเสนอข้าวไข่เจียวให้ ใช้เวลานานพอสมควรสำหรับการทำข้าวไข่เจียว อาจจะเป็นเพราะต้องกลับไปทำกับข้าวมาจากหมู่บ้านทำให้ต้องรอนานหน่อย ระหว่างรอข้าวไข่เจียวก็นอนหลับพักผ่อนกันตามอัธยาศัย 

    .....ไม่น่าเชื่อว่าข้าวไข่เจียวธรรมดาจะอร่อยได้ขนาดนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะความหิว หรือเป็นเพราะวิวมันสวย จะอะไรก็แล้วแต่ เราประทับใจข้าวไข่เจียวจานนี้มาก :) ข้าวเม็ดใหญ่ นุ่ม หอมมาก เป็นข้าวจากในนาของชาวบ้านนี่เแหละ (สำหรับราคาข้าวไข่เจียว คุณสาโรชแกบอกว่าแล้วแต่จะให้ เพราะไม่เคยทำขายมาก่อน คิดราคาไม่ถูก ^^)

    พอท้องอิ่ม หนังตาก็เริ่มหนัก มาที่นี่ไม่ต้องทำอะไรเลยนะนอกจากนอน 555 อากาศมันกำลังเย็นสบาย ปูเสื่อนอนกันกลางกระท่อมอีกสักรอบ ...

    รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่า ..ฝนตก.. บรรยากาศดีไปอีก อากาศก็เย็นสบาย 

     

    นอนฟังเสียงฝนอยู่สักพัก ก็เหลอหลับไปนอนไหนไม่รู้ >< (นี่มันทริปนอนนี่นา 555) พอตื่นขึ้นมาอีกทีเกือบสี่โมงเย็น ฝนหยุดตกแล้ว แต่ท้องฟ้ายังดูครึ้มๆ เล็กน้อย ได้เวลาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ 

     

    ข้างๆ กระท่อมจะมีลำธารเล็กๆ ไหลมาจากน้ำตก น้ำเย็นสดชื่นสะใจมากกกกกกกกกกกกกกกก 

     

    ต้นข้าวที่นี่ดูเป็นต้นข้าวที่มีคุณภาพชีวิตดีมาก แต่ละต้นตั้งตรง รวงข้าวแต่ละรวงมีเมล็ดข้าวอวบใหญ่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมาก 

     

    • Posts-2
    esbowwy •  November 13 , 2017

    การเดินบนคันนาก็ต้องพยายามทรงตัวให้ดี เพราะคันนามันเล็กนิดเดียว เดินไม่ระวังก็มีขาจุ่มน้ำในนาข้าวบ้าง แต่ถึงแม้ขาจะจุ่มลงไปก็ต้องพยายามไม่ไขว่คว้าสิ่งใดๆ เพราะกลัวว่าต้นข้าวจะเสียหาย 

    ตอนเย็นๆ บรรยากาศดีไปอีกแบบ ถึงแม้ว่าท้องฟ้าจะไม่แจ่มใสเท่าไหร่ 

     

    สวรรค์ของหนอนหนังสือและคนที่ชอบถ่ายรูป :)

    .

    .

    ประมาณหกโมงเย็นคุณสาโรชก็นำปิ่นโตใส่อาหารเย็นมาให้พร้อมกับไฟฉาย บนกระท่อมจะมีตู้กับข้าว มีจาน ชาม ช้อนส้อมไว้ให้ (มีน้ำดื่มให้ด้วยนะ ไม่คิดตังค์เพิ่ม)

    จัดแจงกับข้าวใส่สำรับพร้อมทาน ^^

    แอบปักเทียนให้ดูโรแมนติกไปงั้นแหละ จริงๆ ไม่ต้องใช้เลยก็ได้ เพราะมีไฟฉาย 

    กับข้าวก็อร่อย ยิ่งได้บรรยากาศดี ท่ามกลางขุนเขาแล้วยิ่งอร่อยไปอีก แต่ข้าวได้เยอะมาก เป็นกระติกเลย ทานไม่หมด เสียดายมาก TT 

     

    พออาบน้ำเสร็จก็มานั่งจุดเทียน ชื่นชมบรรยากาศยามค่ำคืนซะหน่อย ดาวบนฟ้าพอมีให้เห็นอยู่บ้าง ด้วยเป็นคืนเดือนหงาย บวกกับฝนตก ท้องฟ้าไม่เปิดให้เราเท่าไหร่ ได้แต่นั่งฟังเสียงน้ำไหลกระทบโขดหิน เสียงจิ้งหรีดร้องตามนาข้าว ได้ยินเสียงฟ้าร้องมาไกลๆ ความสุขมันก็ง่ายๆ เท่านี้แหละเนอะ :)

    ...

    เช้านี้มีหมอกลอยอยู่ไกลๆ อากาศตอนเช้าดีมาก สูดหายใจเข้าได้เต็มปอด :)

     

    life begins after coffee :)

     

    อาหารเช้าของเรามาประมาณ 7 โมง อร่อยอีกแล้ว :P

    หลังจากมื้อเช้า เราก็เก็บของ เดินชมบรรยากาศอีกนิดหน่อย ก็ได้เวลากลับ นัดกับคุณลุงไว้ประมาณ 9 โมง เพราะต้องไปรอรถสองแถวเข้าจอมทอง ซึ่งคุณลุงบอกว่ารถจะผ่านแยกน้ำตกแม่ปานประมาณ 9.30 น.

    คุณลุงไปส่งเลยทางแยกเล็กน้อย เป็นศาลารอรถ คุณลุงบอกว่าจะได้มีที่นั่งรอรถ :)

    หลังจากบอกลาคุณลุง เราก็ถ่ายรูปรอรถไปเรื่อยๆ เกือบจะเก้าโมงครึ่งแล้ว รถยังไม่มา เลยลองเสี่ยงโชคโบกรถดู 

    โชคดีเจอคนใจดีจอดรับตั้งแต่โบกครั้งแรก แถมยังไปส่งถึงจอมทองอีกด้วย ขอบคุณมากนะคะ ^^

    พอถึงจอมทอง เราก็มุ่งหน้าเข้าเชียงใหม่ เพื่อที่จะเดินทางไปดอยอ่างขาง (ค่อนข้างไกลกันพอสมควร) 

     

    สำหรับป่าบงเปียงเป็นอีกทริปที่ประทับใจมาก ไม่ผิดหวังกับที่รอคอยมาตั้ง 1 ปีเพื่อที่จะมาเห็นเองกับตา 

    จริงๆ แล้วทุกที่ๆ เราไป ไม่มีรูปถ่ายไหนจะถ่ายทอดออกมาได้สวยเท่ากับที่สายตาของเรามองเลย 

     

    การออกเดินทาง สำหรับบางคนอาจดูเป็นเรื่องไร้สาระ เสียเงิน เสียเวลา เหนื่อย แต่สำหรับเราพอเทียบสิ่งที่สูญเสียไปกับสิ่งที่เราได้กลับมา จะกี่ครั้งเราก็ยังเลือกการเดินทางอยู่ดี :)